The Perks of Being a Wallflower

posted on 27 Oct 2012 00:46 by juthas in Films

 

ความทรงจำและความรู้สึกเมื่อครั้ง ม.ปลายที่ทั้งหวานและขมมันย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อฉันได้ดูหนังเรื่องนี้ และมันเริ่มต้นด้วย...

ความเปลี่ยวเหงา

 

       เมื่อเราเริ่มต้นวิเคราะห์ตนเอง การรู้จักตัวตนของตัวเองว่ามีสิ่งที่ไม่เหมือนคนอื่น มักจะทำให้คิดว่าเราเข้ากับคนอื่นไม่ได้ และเมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นธรรมดาที่จะเกิดความเหงา วัยรุ่น ม.ปลายเป็นวัยที่เริ่มรู้จักคำว่าเพื่อนอย่างจริงจังแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นวัยที่ประสบปัญหานี้เช่นกัน มีคนกล่าวไว้ว่า “You know they say if you make one friend on your first day you'll do good.” ในวันแรกของการเรียน ม.ปลาย ชาร์ลีก็นับถอยหลังถึงวันที่จบเสียแล้ว และมันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่จะมีอารมณ์เบ่ือหน่ายนับถอยหลังเช่นนี้เพราะในวันแรกมีแค่ครูสอนภาษาอังกฤษเท่านั้นที่เขาคุยด้วยเป็นเพื่อน อาจะเป็นเพราะมีอะไรที่แตกต่างแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่แปลกแยกในสังคม แต่บางทีสังคมก็เลวร้ายเกินกว่าท่ีจะมีใครให้เราไว้วางใจอยู่ด้วยได้ แต่นั่นเองที่เราอาจเป็นคนตั้งแง่มองโลกในแง่ร้ายเสียก่อนที่จะเปิดใจรับเจอสิ่งดีๆ โลกที่มีแต่เพียงเราที่เข้าเข้าใจในตัวเรา เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เข้าใจในรสนิยมของเรา เข้าใจการกระทำของเรา มันก็เป็นเพียงโลกที่เราอยู่ได้คนเดียว หากจำเป็นที่จะต้องอยู่ในสังคมแล้ว การตั้งกำแพง หรือการกลัวที่จะทำลายกำแพง คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก บางคนอาจไม่ได้ตั้งใจจะทำทั้งสองอย่างแต่อาจะเป็นเพราะปมบางอย่างในอดีต ซึ่งลึกๆแล้ว ทุกคนต้องการจะปลิดท้ิงความเปลี่ยวเหงาและต้องการการยอมรับทั้งสิ้น

 

การได้รับการยอมรับ

 

        การที่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของชาร์ลี่ฆ่าตัวตายไป ทำให้ชาร์ลีนั้นตกอยู่ในสภาวะไม่มีเพื่อนและมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับชาร์ลีเสียด้วยที่จะหาเพื่อนใหม่ในสังคมใหม่ การที่จะให้ทุกคนยอมรับ บางทีเราอาจจำเป็นต้องร่วมทำในสิ่งที่คนอื่นทำ แม้ว่าสิ่งนั้นมันอาจจะไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆ ชาร์ลีไม่เคยปาร์ตี้ ไม่เคยเต้นรำ แต่เมื่อมีงานสังสรรค์ ด้วยความที่เขาอยากได้รับการยอมรับอยู่ลึกๆ เขาจึงไม่ปฏิเสธโอกาสนี้ จนกระทั่งเขาเมากัญชา เขาได้เป็นจุดเด่นของงาน จุดเด่นที่ได้รับความเห็นใจจากแซม และ แพทริค รุ่นพี่ทั้งสอง แซมเข้าใจชาร์ลีทันที่ที่ชาร์ลีได้เล่าเรื่องเพื่อนสนิทของเขา 
“Welcome to the island of misfit toys.” แซมพูดกับชาร์ลี

นี่คงเป็นวิธีที่แสดงการยอมรับและทำให้ “No one” กลายเป็น “Someone” ขึ้นมาได้ และจากจุดนี้เองคงเป็นจุดที่ทำให้ชาร์ลีประทับใจในตัวแซม อาจเป็นเพราะว่าแซมทำให้ชีวิตเขามีความหมายขึ้นมาก็เป็นได้

 

เพื่อนและความรัก

 

เป็นธรรมดาที่วัยรุ่นจะมีความรัก แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะจัดการกับความรักที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่คนที่เรารักกลับไปรักคนอื่นที่เราคิดว่าไม่คู่ควรกับเขา และเพิ่มความสับสนทางจิตใจมากขึ้นไปอีกหากคนที่เรารักเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจเรามากที่สุด ความสับสนทางจิตใจอาจทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนในการแสดงออก ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่กล้าบอก และแน่นอนว่าถ้าหากเขาไปมีคนอื่น เราก็จะย่อมรู้สึกเจ็บลึกๆอยู่ในใจ ได้แต่เพียงบอกกับตัวเองว่า ปล่อยให้เขามีความสุขในแบบที่เขาเป็น ซึ่งเรากลับที่จะเลือกทำในสิ่งที่ขัดกับใจของเราเอง และนั่นอาจเป็นความรักที่ชาร์ลีคิดและตัดสินใจ การที่แซมแม้จะยังคบกับเครกอยู่แต่ก็ยังรู้สึกดีกับชาร์ลี ความรู้สึกนี้ก็ได้ล้นและเปิดเผยมาในคืนหนึ่งในที่สุด แซมบอกให้ชาร์ลีลืมเรื่องที่เขากับเครกเป็นแฟนกัน “I just want to make sure that the first person who kisses you loves you. Okay?” แม้เขาและเธอจะบอกรักกันแต่เขาทั้งคู่ก็ยังคบกันไม่ได้ หากเป็นชาร์ลีก็คงเจ็บปวดไม่น้อย สุขไม่สุดและคงเศร้าอยู่ลึกๆ โอกาสยังมีอยู่หรือไม่? นั่นเป็นสิ่งที่วัยรุ่นที่ประสบปัญหาความรักเช่นนี้ คิดกันอยู่ตลอด โอกาสที่เขาทั้งคู่จะเลิกกันและเป็นเราสักทีที่เป็นตัวจริง ในความจริงเราอาจจะเจอใครระหว่างทางที่ทำให้เรารู้สึกแบบเดียวกันกับที่เคยรู้สึกก่อนหน้า ก็เป็นได้ และในที่สุดวันนั้นของชาร์ลีก็เป็นจริง แซมเลิกกับเครก เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงมักจะบ่นว่าเจอผู้ชายแย่ๆกับเพื่อนชายที่สนิทที่สุด
Why do I and everyone I love pick people who treat us like we're nothing?”
ชาร์ลีได้พูดกับเธอว่า
" I though your being sad is much more important to me than Craig not being your boyfriend anymore. And if it meant that I would never get to think of you that way, as long as you were happy, it was okay. That's when I realized that I really loved you" นี่คงเป็นประโยคที่สื่อถึงความรักความห่วงใยที่ชาร์ลีมีให้แซมได้ดีที่สุด และเป็นที่น่าเสียดายต่อมาที่แซมบอกว่า“ It's just that I don't want to be somebody's crush. If somebody likes me, I want them to like the real me, not what they think I am. And I don't want them to carry it around inside. I want them to show me, so I can feel it, too. I want them to be able to do whatever they want around me. And if they do something I don't like, I'll tell them." ซึ่งนั่นหมายความว่าแซมคงรู้ลึกๆอยู่ว่าคนที่เข้ากับเขาได้ดีที่สุดก็คงเป็นชาร์ลี ที่เวลาเขาและเธออยู่ด้วยกันเธอได้เป็นตัวของตัวเอง และแน่นอนที่ทั้งคู่จะลงเอยด้วยสัมผัสที่แนบแน่น แสดงถึงการยอมรับซึ่งกันและกัน ความรักความห่วงใยที่มีให้กัน และชาร์ลีคงได้สลัดความเปลี่ยวเหงาและความทุกข์ทนหากมีแซมอยู่เคียงข้าง แต่นั่นไม่อาจเป็นนิรันดร์ได้ เมื่อความจริงชาร์ลียังคงต้องใช้ชีวิตใน Highschool ต่อไปอีก ซึ่งเป็นจุดที่ทั้งคู่ต้องแยกทางกัน แต่ในเมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว ความรู้สึกที่ตราตรึงนั้นมันก็ไม่อาจจะสละไปได้อีก และมันก็สามารถที่จะย้อนกลับมาให้ชาร์ลีได้รู้สึกว่าเขามีตัวตนอีกครั้งเมื่อมีแซมและแพทริคอยู่เคียงข้าง ดังเช่นความรู้สึกที่อ้าแขนรับลมบนรถที่กำลังแล่นลอดใต้อุโมงค์พร้อมกับลั่นวาจาออกมาว่า “And in that moment, I swear we were infinite.”

ฉันเดินก้าวออกจากโรงหนัง พร้อมมองท้องฟ้า วันนี้ท้องฟ้าช่างสวยงามเหลือเกิน แต่เราไม่อาจจะเก็บภาพมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราอาจจะยังไม่พร้อม เราอาจจะต้องปล่อยไป เราอาจจะต้องคลาดกับสิ่งดีๆ คนดีๆ แต่เมื่อวันนั้นมาถึง แม้เราอาจไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่อย่างน้อยเราก็ได้เป็นเพื่อนกัน และความรู้สึกนั้นมันก็ยังคงอยู่ในใจเราไปตลอดเหมือนกับดอกไม้ประดับริมกำแพงที่มันห่อหุ้มจิตใจเรา แม้มันอาจจะไม่ได้เตะตาก็ตาม

Comment

Comment:

Tweet

กำลังจะดู big smile

#2 By keaaaa on 2012-12-17 02:15

แม้เราอาจไม่ได้เป็นอะไรกัน
แต่อย่างน้อยเราก็ได้เป็นเพื่อนกัน
เราพบว่า การที่เราจะมีชีวิตที่ดีหรือเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า, ส่วนหนึ่งมาจากตัวเรา
อีกส่วนหนึ่ง มาจากเพื่อนของเรา
big smile big smile big smile

#1 By iamdozenist on 2012-10-27 12:47