“The Prejudice” หรืออคติตัดสินทุกอย่าง

**(ส่วนเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ที่ชมละคอนเวทีแล้ว ผู้ที่ยังไม่ได้ดูสามารถอ่านเฉพาะตอนต้นและตอนสุดท้าย)**

         จากแรงบันดาลใจเรื่อง "The Merchant of Venice" ของ William Shakespeare มาสู่เมืองณารินฑา เมืองที่เงียบสงบโอบล้อมไปด้วยเทือกเขา กลับต้องพบความปั่นป่วนเมื่อญาอิล พ่อค้าชาวอาหรับได้เข้ามาทำมาค้าขายและปล่อยกู้เงินให้แก่ชาวบ้าน ชาวบ้านในเมืองจะมีชะตากรรมต่อไปอย่างไร

        มันเป็นการยากที่จะนำศาสตร์กฎหมายกับศิลปะละคอนเวทีมาผนวกเข้าด้วยกันแล้วทำให้ไม่ดูเป็นการสั่งสอนหรือการเรียนในห้องเรียนผ่านการแสดงมากเกินไป สิ่งที่ได้จากละคอนเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความรู้กฎหมาย “จ๋า” หรือ “นิติศาสตร์โดยแท้” แต่เป็นแนวคิดที่เป็นรากฐานของการเป็นนักกฎหมายในเชิงปรัชญาและการมองกฎหมายและความยุติธรรมในมุมของคนธรรมดา เพื่อที่จะทำให้เราได้ฉุกคิดถึงการกระทำและสังคมรอบข้างเสียมากกว่าโดยสิ่งที่เป็นแก่นเรื่องคือการที่ตัวละครทุกตัวล้วนมีอคติ หรือความลำเอียง ความไม่เที่ยงธรรม ซึ่งมีอยู่ 4 อย่างคือ

  1. “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะความรัก

จะเห็นได้ว่า ในมุมมองของตัวเราหรือปัจเจกชน สิ่งใดที่เรารักนั้น เรามักจะให้เหตุผลหรือใช้ความรู้สึกเข้าข้าง ปกป้อง สิ่งนั้นเสมอ เป็นเพราะเราได้ทำไปเพราะความรักนั่นเอง ดังที่ชาวเมืองรักวริณ เนื่องจากวริณให้ความช่วยเหลือแก่เขา ดังนั้นสิ่งที่ปรากฏให้ทุกคนในเมืองเห็นคือ ภาพที่วริณเป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น วริณจึงไม่ใช่และจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนที่ไม่ดีหรือคนเลวในสายตาของทุกคนในเมืองณารินฑา  การกระทำของวริณที่ทำไปทุกอย่าง เขาแทบจะไม่ฉุกคิดถึงตัวเองและผลที่อาจเกิดขึ้นได้เลย ท้ายสุดกลายเป็นความดี(เกินไป) นั่นเองที่กลับมาทำร้ายวริณ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดหนึ่งขึ้นกับวริณ ชาวเมืองทุกคนล้วนเข้าข้างและตัดสินไปว่า ฝ่ายที่ตนรักใคร่เป็นคนดีเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเลวและชั่ว โดยที่ไม่มองเหตุผลอย่างอื่น หรือแม้กระทั่งกฎหมายเลย หรือแม้กระทั่งการที่ญาอิลรักปาตรีลูกสาวมากจนตัดสินให้การกระทำของลูกสาวอยู่ในความควบคุมของตัวเองหมดโดยอ้างเหตุว่าเพราะพ่อรักลูกจึงบังคับให้ทำเช่นนี้และตัดสินว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดตนนั้นไม่ถูกต้อง ตัวสมุนของญาอิลก็ย่อมที่จะมองและตัดสินในมุมมองฝั่งญาอิลเช่นเดียวกัน ที่มองว่า ก็เป็นเพราะชาวเมืองนั่นแหละใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนต้องกู้หนี้ยืมสินเอง ไม่มีใครมาบังคับสักหน่อย ต้นทุนสินค้าก็ตั้งแพง ญาอิลให้กู้และขายของอย่างเป็นธรรมแล้ว  หากเรามองมุมของทั้งสองด้าน โดยปราศจากความรัก จะต่างจากการที่คุณตัดสินคนเพราะความรักหรือไม่ ?

    2. “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะความเกลียด

ด้วยความที่ญาอิลเป็นพ่อค้าชาวอาหรับที่เป็นชาวต่างประเทศ ต่างชาติพันธุ์กับพวกคนในเมืองณารินฑาที่ จึงเป็นธรรมดาที่สภาพแวดล้อมจะทำให้ญาอิลเกิดความรู้สึกข้างในลึกๆว่าตนเป็นชนกลุ่มน้อยมีความแตกต่างกับพวกคนหมู่มากในเมืองนี้ ส่วนพวกชาวเมืองก็เช่นกันจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกันเนื่องจากมีความสัมพันธ์เชิงภูมิศาสตร์ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมที่เหมือนกัน ความรู้สึกปกป้องพวกพ้องและกีดกันผู้ที่ไม่เหมือนตนเป็น “ผู้อื่น” เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในจิตใจเราเช่นกัน ซึ่งอาจนำมาสู่การเลือกประติบัติ (Discrimination) ด้วยเหตุอคติทางชาติพันธุ์ และอาจกลายเป็นความเกลียดชังได้ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันผู้อื่น หรือการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องเช่น เรื่องการให้สิทธิประโยชน์ชาวต่างชาติโดยการไม่เลือกประติบัติกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐซึ่งเราอาจจะต้องชั่งน้ำหนักเพื่อหาจุดสมดุลและความยุติธรรมเพื่อที่จะได้ออกกฎหมายไม่ให้เป็นการกีดกันคนต่างชาติมากเกินไป รวมถึงไม่ให้ผลประโยชน์มากเกินไปจนคนชาติเสียประโยชน์  และนอกจากนั้นในเรื่องที่วริณเป็นผู้สนับสนุนให้ปาตรีลูกสาวของญาอิลไปตามหาผู้ชายที่จีนทำให้ญาอิลนั้นกระทำการต่างๆต่อวริณด้วยความเกลียดชังหรือไม่ จึงเกิดคำถามว่าในฐานะที่เป็นนักกฎหมายหรือแม้กระทั่งผู้ใม่ได้เป็นนักกฎหมาย คุณเคยทำอะไรไปหรือตัดสินสิ่งใดเพราะความเกลียดชัง หรือตั้งแง่กับตัวบุคคลและการกระทำไปแล้วหรือไม่  ?

  3. “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะความเขลา

ความไม่รู้ทำให้เราตัดสินไปโดยปราศจากความรู้และความถูกต้อง ทว่าความรู้ที่เรามีมันถูกต้องหรือไม่ และ ความถูกต้องนั้นคืออะไร มันถูกต้องสำหรับใคร ถูกต้องอย่างไร หรือถูกต้องแล้วมันเกิดความยุติธรรมหรือไม่ ในตอนท้ายของละคอนอาจแบ่งแยกคนได้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ ชาวบ้านธรรมดา นักกฎหมายที่ยึดกฎหมาย เฉพาะส่วนที่ตนได้ประโยชน์  และนักกฎหมายที่ยึดกฎหมายทุกอย่าง  สำหรับชาวบ้านที่ไม่ได้เรียนกฎหมายนั้น อาจจะมีการตัดสินคนไปเพราะว่าเขา(ดู)เป็นคนไม่ดี ตัดสินไปโดยอารมณ์รักและเกลียดดัง 2 กรณีข้างต้น  ส่วนนักกฎหมายที่ยึดกฎหมายเฉพาะส่วนที่ตนได้ประโยชน์นั้น อาจทำเป็นแกล้งเขลา ปิดตาข้างหนึ่งเพื่อที่จะลำเอียงเข้าข้างตนเอง หรืออาจเป็นเรื่องของความเขลาเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความถูกต้อง และสำหรับนักกฎหมายที่ยึดกฎหมายทุกอย่างนั้น ก็อาจเป็นดาบสองคมได้เช่นกัน เช่นการที่ยึดแต่ตัวบทกฎหมายโดยไม่มองบริบทสังคมปัจจุบันอย่างรอบด้านก็อาจจะทำให้การใช้กฎหมายกระด้างไม่มีความยืดหยุ่น หรืออาจตีความไม่ตรงกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป แทนที่จะกลายเป็นอำนวยความยุติธรรม แต่กลับกลายเป็นไม่ยุติธรรมไปเสีย ซึ่งอาจเป็นเพราะความเขลาได้เช่นกันที่ทำให้เราตัดสินเช่นนั้น  คุณเคยหรือไม่?

  4. “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะความกลัว

ความกลัวทีปรากฏในละคอนเรื่องนี้ อย่างแรกคือการที่ญาอิลมีอาชีพเป็นพ่อค้า และปล่อยกู้ให้แก่ชาวเมือง ทำให้ชาวเมืองเกิดความกลัว กลัวที่จะต้องเผชิญหน้า หรือแม้กระทั่งกลัวที่จะต้องเสียผลประโยชน์ให้กับชาวต่างชาติ ความกลัวทั้งหลายนี้ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกลำเอียงและตัดสินคนๆนั้นไปเสียก่อนการพิสูจน์ความจริงบางอย่าง เช่นเรื่องการวางเพลิง ที่ญาอิลและสมุนถูกผลักให้เป็นคนร้ายโดยไม่มีหลักฐานแน่ชัด อย่างที่สองคือเรื่องความกลัวที่จะไม่เหมือนผู้อื่น ซึ่งทำให้ต้องเกิดการ “เลือกข้าง” เพื่อทำให้รู้สึกถึงความเป็นกลุ่มก้อนและพลังที่จะต่อกรตัดสินในเรื่องต่างๆ  ซึ่งอาจทำให้เกิดด้านตรงข้ามคือความกลัวที่จะต้อง “เลือกข้าง” ก็เป็นได้ และท้ายสุดกับความกลัวที่จะต้องสูญเสียเงิน และสิ่งที่ตัวเองรัก ทำให้เราตัดสินขอความเห็นใจ ความเมตตา เพรียกหาความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันในโชคชะตาบ้าง เรื่องของการกระทำบ้าง ทั้งๆที่ความกลัวทำให้เราไม่ได้มองตัวเองว่าการกระทำของเรานั้นมีส่วนผิดหรือไม่ เป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลที่ตามมาเองหรือไม่ ซึ่งความผิดที่ตนเองก่ออาจถูกบดบังหรือทำให้มองไม่เห็น ด้วยความกลัวความผิดก็เป็นได้ คุณเคยกลัวสิ่งเหล่านี้บ้างหรือไม่ ?

          สุดท้ายแล้วความยุติธรรมและความถูกต้องจะเกิดขึ้นหรือไม่ถ้าหากคนเราล้วนมีอคติในการตัดสิน มุมมองของแต่ละคนอาจจะมองไม่เหมือนกัน ทุกคนมีสิทธิมองกันคนละด้าน ความยุติธรรมอาจจะเป็นเชิงภาวะวิสัยที่แต่ละคนให้ไม่เหมือนกัน เกิดจากมนุษย์ในการสร้างความยุติธรรมด้วยตัวและจิตใจของมนุษย์ผู้นั้นเอง หรือความยุติธรรมอาจะเป็นชิงอัตตวิสัย ที่มีรูปแบบ (Form) ที่บริสุทธิ์ชัดเจน และมีมาตรฐานหลักเกณฑ์ที่อาจแทรกซึมอยู่ในธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ชะตากรรมที่แต่ละตัวละครได้รับคงจะสะท้อนมุมมองสิ่งที่ตนพึงพอใจ อยากได้ อยากให้เป็นซึ่งเป็นมุมมองความยุติธรรมของตัวละคร ที่เป็นเรื่องของจิตใจของคนในสังคม ซึ่งอาจจะต่างจากความยุติธรรมตามกฎหมายที่มีไว้ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกความยุติธรรมแบบใดเพื่อให้สอดคล้องกับความถูกต้องและความยุติธรรมจริงๆ

          The Prejudice อาจเป็นละครเวทีที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ  Effect ไม่ได้ตระการตา หรือไม่ได้มีฉากที่ใหญ่โต หรือเต็มไปด้วย Musical ในทุกฉาก  Blocking ตัวละครอาจจะดูรกตาเล็กน้อย  แต่ The Prejudice เป็นละคอนเวทีเรื่องหนึ่งของปีที่ควรค่าแก่การรับชมเพื่อขบคิดให้ได้ข้อคิด สะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดีรวมถึงสอดแทรกสาระความรู้กฎหมายสไตล์เด็กนิติเล็กน้อยลงไปด้วย

           ผมอาจจะตัดสินเรื่องนี้ด้วยอคติไปแล้วเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง อย่าเพิ่งเชื่อ! ต้องมาตัดสินและมาพิสูจน์ด้วยสายตาของคุณเองโดยปราศจากอคติที่ หอประชุมศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ เหลือการแสดงทั้งหมด 4 รอบท่าพระจันทร์ในวันเสาร์ที่ 14 และวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคมนี้ วันละ 2 รอบคือ 13.30 น. และ 19.00 น.​ ไม่มีการขยายรอบการแสดงเพิ่มนะครับ   

Comment

Comment:

Tweet