“Lincoln” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ Steven Spielberg ได้เล่าถึงชีวประวัติของ Abraham Lincoln ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 16 ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของชีวิต หลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 เขาพยายามที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเพื่อให้มีการเลิกทาสโดยในขณะนั้นพรรค Republican ครองเสียงข้างมากในสภา แต่อย่างไรก็ตามเขายังต้องการอีก 20 เสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก 2 ใน 3 จากสภาเพื่อให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ท่ามกลางบรรยากาศสงครามกลางเมืองที่ยังคุกกรุ่นที่รัฐฝ่ายใต้จำนวน 11 รัฐยังคงแยกตัวเป็น สมาพันธรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่พอใจที่จะมีการเลิกทาสแรงงานผิวดำ Lincoln ในฐานะประธานาธิบดีจึงมีความหนักใจอย่างยิ่งยวดในการแก้ปัญหาทั้ง 2 อย่างนี้ไปด้วยกัน

 เรื่องทาสนั้นมีมุมมองในทางประวัติศาสตร์กฎหมายและนิติปรัชญาอยู่มากทีเดียว ทาสนั้นเป็นการดำรงอยู่ของระบบความสัมพันธ์ที่ยาวนานที่สุดระบบหนึ่งในสังคมมนุษย์โดยเริ่มตั้งแต่ในสมัยกรีกโบราณ ทาสเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้โดยทั่วไป Plato นักปรัชญาชาวกรีกลูกศิษย์ของ Socrates เห็นว่า มนุษย์ควรได้ทำหน้าที่ในสิ่งที่ตนสมควรจะได้ทำในสังคมโดยถูกกำหนดตามธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1. เหตุผล 2. เจตจำนง และ 3. ความอยาก ผู้ที่มีเหตุผลก็จะมีปัญญาเป็นนักปราชญ์เหมาะสำหรับเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง  ผู้ที่มีเจตจำนงก็จะมีคามกล้าหาญเหมาะกับเป็นนักรบและทหาร ส่วนผู้ที่มีความอยากก็จะไปเป็นพ่อค้าและชนชั้นทำงาน ส่วนผู้ที่ไม่มีอะไรเลยจะไปเป็นทาสซึ่งไม่ถือว่าเป็นพลเมืองของนครรัฐ ทาสมีไว้เพื่อทำงานหนักๆที่มนุษย์ 3 ประเภทข้างต้นไม่ได้ทำ แม้ในสมัยต่อมา Aristotle ผู้เป็นศิษย์ของ Plato จะไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีอุตมรัฐ (Republic) ของ Plato ในหลายๆอย่างแต่ เขาก็ยังเห็นชอบและยอมรับในการมีทาสซึ่งสอดคล้องกับความยุติธรรมในสังคมโดย Aristotle เห็นว่าความยุติธรรมคือความเหมาะสม ทุกคนในสังคมควรมีบทบาทที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเขาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (telos) ของปัจเจกแต่ละคนและของสังคมหรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มนุษย์บางคนเกิดมาเพื่อเป็นทาส และนั่นคือธรรมชาติของเขา[1] ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าในสมัยนั้นแนวคิดทางด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนยังไม่เกิดขึ้น แต่ต่อมาได้เกิดกลุ่มนักคิดนักปรัชญาสายใหม่ที่เรียกว่าพวก Stoics ซึ่งเป็นพวกที่มีความเชื่อในเรื่องระบบระเบียบของจักรวาลที่มีกฎธรรมชาติและเหตุผลสากล (logos) ควบคุมวัฏจักรการเกิดและความเป็นไปเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในสังคม นักคิดพวกนี้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยเสรีและเสมอภาคกันตามธรรมชาติ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจอของผู้ใด ดังนั้นพวก Stoic จึงเห็นว่าทาสเป็นสิ่งที่ไม่ควรดำรงอยู่เนื่องจากขัดกับกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) แนวคิดของพวก Stoics จึงคล้ายกับศาสนาพุทธในเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งต่างๆและปฏิเสธเรื่องชนชั้นวรรณะ

หลังจากที่ Stoics ได้กำเนิดแนวคิดกฎหมายธรรมชาติในเรื่องทาส ได้มีเพียงการนำแนวคิดมาใช้ในทางปฏิบัติปรับกฎหมายเล็กน้อยในยุคที่กฎหมายโรมันรุ่งเรืองโดยมีการยกระดับฐานะของทาสให้ได้ รับการคุ้มครอง รวมทั้งให้ทาสสามารถถือครองทรัพย์สินและทำพินัยกรรมได้ และในศตวรรษที่ 4 ทาสมีสิทธิฟ้องคดีได้  และนอกจากนั้นในช่วงศตวรรษที่ 15-16 ได้มีการฟื้นฟูแนวคิดมนุษยนิยม (Humanism) เพื่อผลักดันให้มนุษย์มีความภาคภูมิใจในศิลปวิทยาการและเหตุผลของตน เรื่องความเท่าเทียมกันของปัจเจกก็เริ่มมีการพูดถึง แต่อย่างไรก็ตามอุดมการณ์ทางมนุษยธรรมเหล่านี้มักจะได้รับการท้าทายจากจิตใจของมนุษย์ผู้ที่ชอบการกดขี่และทรมานอยู่เรื่อยมา จนยุคอาณานิคมรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 18-19 การค้าทาสทำกันอย่างแพร่หลาย พร้อมๆกับการประกาศแสงยานุภาพของรัฐเจ้าของอาณานิคมต่างๆ

ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ มีการถกเถียงกันในสภาเกี่ยวกับเรื่องทาสกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน่าสนใจโดย Fernando Wood สมาชิกสภาผู้แทนของพรรค Democrat พูดขึ้นว่า “We shall oppose this amendment, and any legislation that so affronts natural law, insulting to God as to man! Congress must never declare equal those whom God created unequal!” ซึ่งเป็นการคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญที่จะให้เสรีภาพแก่ทาส โดยเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมนุษย์มาไม่เท่าเทียมกัน เขาก็ควรจะอยู่อย่างไม่เท่าเทียมกัน การให้ความเท่าเทียมจึงเป็นการขัดพระเจ้า เมื่อได้ยินดังนั้น Thaddeus Stevens จึงสวนกลับไปว่า “Slavery is the only insult to natural law” ซึ่งเป็นการยืนยันแนวคิดของพวก Stoics ที่ว่าทาสนั้นขัดกับกฎหมายธรรมชาติ หรือความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดมาอย่างเสรีนั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าแนวคิดกฎหมายธรรมชาติจะมีลักษณะทั่วไปและมีความเป็นสากล (Universalism) แต่ด้วยเหตุที่ไม่สามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรม เนื่องจากบางอย่างยังมิได้ถูกแปรสภาพเป็นกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในยุคนั้นจำต้องยึดกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักในการปกครอง ดังนั้นพลังบังคับของกฎหมายธรรมชาติจึงอ่อนมากจนอาจไม่มีความหมายเลย ทำให้ผู้คนละเลยแนวคิดนี้เรื่อยมา

Jean Jaques Rousseau ได้กล่าวไว้ในทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract) ของเขาไว้ว่า “Man is born free, and everywhere he is in chains.” หมายความว่าแม้มนุษย์จะเกิดอย่างเสรีแต่ก็มีโซ่ตรวนซึ่งก็คือสังคมที่มนุษย์ทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกัน อยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน พันธนาการเอาไว้ และกฎหมายนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องพันธนาการเช่นกัน และตราบใดที่ยังมีกฎหมายที่ให้มีการค้าทาสอยู่เมื่อนั้นมนุษย์ก็ต้องผูกอยู่กับโซ่ตรวนในสังคมที่มาจำกัดเสรีอยู่นั่นเอง ซึ่งแม้ในนัยหนึ่ง Lincoln เองต้องเคารพ Positive Law หรือกฎมหายที่ใช้ในบ้านเมือง เพราะเขาจะต้องเป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องใคร่ครวญกับ Lex Feranda (Law as it ought to be) หรือสิ่งที่ควรจะเป็นกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกฎหมายที่เป็นอยู่นั้นอาจจะขัดกับหลักการที่เหนือกว่าหรือกฎธรรมชาติซึ่งถูกบดบังโดยอคติของมนุษย์ซึ่งถูกปลูกฝังมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law School) บางเรื่องนั้นน่ารับฟังและน่านำมาพินิจพิเคราะห์เปรียบเทียบกับกฎหมายบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่งในด้านคุณค่าเพื่อให้เกิดการถกเถียงและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า การเลิกทาสจึงเป็นตัวอย่างของการนำกฎหมายธรรมชาติมาปรับเปลี่ยนกฎหมายบ้านเมือง หรือเป็นการแปลงสภาพให้เป็นกฎหมายบ้านเมือง (Positivisation) นั่นเอง ซึ่งจำต้องผ่านกระบวนการมากมาย โดยในเรื่องทาสนั้นถือเป็นเรื่องขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในสังคมดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายในลำดับรัฐธรรมนูญหรือตัวแม่บทกฎหมายที่รองรับเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐ (Rule of Law) หรือการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่

 ในภายหลังก่อนจะมีการโหวตการแก้รัฐธรรมนูญ Thaddeus Stevens ได้พูดไว้ว่า “I don't hold with equality in all things only with equality before the law and nothing more.” ซึ่งเป็นการยอมรับว่าความเท่าเทียมกันตามธรรมชาติอาจไม่มีอยู่จริง เพราะคนเราเกิดเลือกที่จะเกิดไม่ได้ ทุกคนมีความหลากหลายและมีรูปลักษณ์รวมทั้งปัจจัยต่างๆไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนนั้นมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย ซึ่งหมายถึงเมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายแล้ว ไม่ว่าคุณจะมีเพศใด เชื้อชาติ สีผิว อายุหรือฐานะใดก็ตาม ทุกคนย่อมมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักประกันความเสมอภาคที่มีบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญนั่นเอง

 การ Lobby กับการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดคู่กันทุกยุคทุกสมัย คำว่า “Lobby” ในการเมืองอเมริกันจะใช้ในความหมายเชิงบวก เป็นการเจรจาปรับความเข้าใจกันเพื่อให้เกิดการประสานกันและเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ ซึ่งน่าคิดว่าการกระทำเบื้องหลังต่างๆเพื่อผลลัพธ์ที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรหรือไม่ Mecheveilli ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Prince บอกว่า “The end justifies the means” ซึ่งหมายถึงผลลัพธ์นั้นเป็นเครื่องสร้างความชอบธรรมให้แก่กระบวนการ นั่นหมายความว่าแม้ว่ากระบวนการจะมิชอบก็ตาม แต่อย่างไรเสีย ถ้าผลลัพธ์ที่ผู้ปกครองประสงค์ที่จะให้เกิดนั้นเป็นสิ่งที่ดี กระบวนการก็จะปราศจากข้อกังขาทันที แต่การเมืองในโลกยุคสมัยใหม่นั้นซับซ้อนกว่านั้นจนอาจใช้ทฤษฎีนั้นไม่ได้อีกต่อไป ในประเทศไทยคำว่า Lobby ใช้ในความหมายเชิงลบเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งภาพลักษณ์อาจมาจากการที่พวกนักการเมืองชอบเล่นสกปรกลับหลัง แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากไม่มีการ Lobby เกิดขึ้นอย่างที่เราได้ชมในภาพยนตร์ การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลิกทาสคงไม่เกิดขึ้น

 หลังจากที่มีการเลิกทาสโดยประกาศให้การค้าทาสเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกาในปี 1865 ทั่วโลกก็ได้หันมามองการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ นำมาสู่ยุคปลดแอกอาณานิคม ที่รัฐต่างๆพากันประกาศอิสรภาพ พร้อมๆกับมีการเลิกทาสใช้แรงงานชาวแอฟริกัน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศยุคใหม่เกิดขึ้น เรื่องทาสได้เคยถูกพูดถึงในคำพิพากษาของศาลโลกคดี Barcelona Traction ไว้ว่าเป็นข้อบังคับเด็ดขาดในทางกฎหมายระหว่างประเทศ (International Peremptory Norm) เรื่องทาสก็ถูกบัญญัติไว้เป็นข้อห้ามเช่นกันไม่ว่าจะเป็นข้อบทที่ 8 ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ในเรื่องการห้ามมีทาส (Slavery servitude) หรือใน  และนอกจากนั้นยังมีการรองรับเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อื่นๆ เพื่อป้องกันการมีทาสในรูปแบบอื่นได้ เช่นการห้ามการทรมาน (Torture) การห้ามดูแลอย่างลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (degrading or inhumane treatment) หรือห้ามการทำโทษอื่นๆโดยอำเภอใจ (Arbitrary punishment) แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังคงมีรูปแบบการใช้แรงงานแบบบังคับ (Forced Labor) ให้เห็น ซึ่งความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศบางท่านอาจเห็นว่าเป็นรูปแบบใหม่ของทาสในปัจจุบัน (Modern form of slavery) ซึ่งก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นข้อบังคับเด็ดขาด (jus cogens) ในทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งก็ได้มีแนวทางร่วมของ International Labor Organization (ILO) ออกมาเป็น Forced Labor Convention (No.29) ที่มีการห้ามการบังคับการใช้แรงงาน

 แม้ว่าสังคมมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เรายังคงเห็นประวัติศาสตร์ได้ในยุคปัจจุบันโดยการผลิตซ้ำในรูปแบบที่เปลี่ยนไป อาจจะไม่มีการใช้คำว่า“ทาส”และ”นายทาส”อีกต่อไป คนผิวสีมีสิทธิเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดี ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย แต่ลึกๆแล้วก็ยังมีการแบ่งชนชั้นกันจากฐานะทางสังคม การดูถูกเหยียดหยามกันโดยใช้อคติในใจ การไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในประเทศที่การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่ชื่อที่สวยหรูเท่านั้น



[1] Michael J. Sandel. ความยุติธรรม แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ  : Openworlds, 2554, หน้า 261.

 

Comment

Comment:

Tweet