***SPOILER ALERT***

ดูผิวเผิน The Host เหมือนจะเป็นภาพยนตร์ Sci-fi รักๆใคร่ๆตามสูตรธรรมดาแบบฉบับ Stephanie Meyor ผู้เขียน Twilight ซึ่งต้นเรื่องทำให้ผมคิดเช่นนั้นจริงๆเพราะเต็มไปด้วยความไร้สาระของตัวละครแต่ความน่าสนใจก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อ Wanderer ในร่างของ Melanie ได้ไปพบกับลุงของเธอและพวกมนุษย์ที่ยังเหลือรอดจากการยึดครองของอาณานิคมจากต่างดาว  Seeker จึงต้องติดตามตัวเธอเพื่อค้นหามนุษย์ที่เหลือและกำจัดทิ้งเสีย

“มนุษย์เป็นเผ่าพันธ์ที่โหดร้าย ทำร้ายทั้งพวกตัวเองและโลก” Seeker พูดขึ้น  การที่มนุษย์ทำตัวไม่ดี มีความโหดร้าย พวกเขาเหล่านั้นถึงกับไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงอยู่เลยหรือ  คำตอบนั้นคงแจ่มชัดในสายตาของ Seeker ผู้ซึ่งเกลียดมนุษย์มาก การกระทำและการไล่ล่าต่างๆที่เธอทำจึงเป็นผลมาจากความเกลียดชัง ในขณะที่ดวงวิญญาณบางดวงคิดว่าตนเองอาศัยเผ่าพันธุ์อื่นเป็น Host เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องของการต่อสู้และยึดครองซึ่งแท้ที่จริงแล้วพวกนี้รักสงบ ไม้ได้มีเจตนาที่จะฆ่าล้างหรือทำลายแต่อย่างใด แต่มนุษย์เรามักมองพวกที่แตกต่างจากเราเป็นศัตรู ประกอบกับการกระทำต่างๆของพวกที่มาจากต่างดาวทั้งการยึดครองและการพรากคนที่เขารักยิ่งทำให้มนุษย์นั้นต่อต้านพวกที่มารุกราน  ความไม่เข้าใจกันนี้เองทให้แต่ละฝ่ายต้องป้องกันตัวซึ่งอาจแสดงออกด้วยการระแวงและไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย แต่การที่ต่างคนต่างมีเหตุผลที่จะต่อต้านอีกฝ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะไม่มีความชอบธรรมในการดำรงอยู่เลย

การที่อีกฝ่ายหนึ่งกระทำกับเรา เราจำเป็นต้องโต้ตอบในแบบที่เขาทำเสมอไปหรือไม่  หลักความได้สัดส่วน (Proportionality Principle) สามารถอธิบายในกรณีนี้ได้ หลักการนี้ได้ถูกนำมาใช้ในกฎหมายอาญาเรื่องการป้องกัน ว่าเราสามารถอ้างป้องกันได้เมื่อมีคนมาทำร้ายเราและเราได้ทำร้ายกลับโดยต้องมีความได้สัดส่วนของการกระทำ เช่นหากมีคนจะยิงเรา เราก็สามารถยิงสวนกลับก่อนเพื่อป้องกันตัว หรือหากมีคนมายิ่งเรา เราก็สามารถใช้ไม้ฟาดเขาไปก่อนได้  เนื่องจากถือว่าชีวิตแต่ละชีวิตมีค่าเท่ากัน ไม่สมควรที่จะมีการพรากชีวิตของตนโดยที่ตนไม่มีสิทธิป้องกันตัวเอง ในทางกฎหมายอาญาเช่นนี้ถือว่าเป็นการยกเว้นความผิด เช่นเดียวกับเรื่อง Self Defense และ Countermeasure ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ที่การกระทำการตอบโต้นั้นต้องเคารพหลักความได้สัดส่วน แต่หลักความได้สัดส่วนไม่ได้หมายความว่าการที่เขาฆ่าเราแล้ว เราจะสามารถฆ่าครอบครัวเขากลับได้ ถ้าหากเช่นนั้นจะกลายเป็นการล้างแค้น ซึ่งขัดกับหลักการได้สัดส่วน สิ่งนี้สะท้อนการกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ต่างๆในบ้านเมืองที่ต้องมีการเข่นฆ่ากัน ตอบโต้กันไปมา เราจำเป็นที่จะต้องกำจัดคนเห็นต่างออกไปจากสังคมด้วยวิธีการต่างๆที่โหดร้ายด้วยหรือ ด้วยช่องว่างของกฎหมายที่มีด้วยหรือ เป็นสิ่งที่น่าคิดว่า มนุษย์ที่อ้างว่ามีความเป็นมนุษย์นั้น ทำกับพวกตัวเองได้ลงคอเชียวหรือ

 แง่คิดความเป็นมนุษย์ที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมานั้นทำให้เราฉุกคิดในบางช่วงได้เหมือนกันว่าสิ่งมีชีวิตไหนมีความเป็นมนุษย์มากกว่ากัน และความมนุษย์คืออะไรกันแน่ มนุษย์นั้นต่างจากสัตว์โดยมีสติปัญญาและมีคุณธรรม การที่มนุษย์มีจิตใจที่สูงส่งนั้นเองย่อมทำให้มนุษย์ไม่ทำอะไรตามอำเภอใจหรือตามสัญชาตญาณจนเกิดขอบเขต ภาวะปกติของมนุษย์คือสงบสุขและสันติดังเช่นแนวคิดของ John Locke มิใช่สัตว์หน้าขนที่ก่อสงครามกันตลอดเวลาดังแนวคิดของ Thomas Hobbes แต่ในปัจจุบันการที่มนุษย์บางพวกคิดเคียดแค้น ชิงดีชิงเด่น กันตลอดเวลา ทำให้ความเป็นมนุษย์นั้นลดลงไปทุกที จริงอยู่ว่าความเป็นมนุษย์นั้นชั่งตวงวัดกันไม่ได้ และสังคมประชาธิปไตยย่อมนับถือทุกคนในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมเสมอภาคกันแต่การกระทำนั้นย่อมบ่งบอกความเป็นตัวตนหรือปัจเจกว่าเป็นอย่างไร ดังที่เห็นจากหลายเหตุการณ์ในเรื่องนี้

1. พวกผู้ชายจะฆ่า Wanderer ทั้งๆที่เธอยังไมได้ทำอะไรที่ดูมีพิษมีภัยเลย เพียงแค่ว่าเธอเป็นพวกต่างดาวจึงต้องสมควรโดนฆ่าอย่างนั้นหรือ

2. ในฉากน้ำตกเมื่อชายหนุ่มได้พลั้งพลาด Melanie อยากฆ่าชายหนุ่มที่มาฆ่าตนเอง ในขณะที่ Wanderer ได้ช่วยเอาไว้    นอกจากนั้นเมื่อถึงตอนให้เล่าเหตุการณ์ Wanderer ก็ให้อภัยโดยบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ในขณะที่ Melanie อยากจะบอกความจริงว่าชายผู้นั้นจะฆ่าตนเองแต่ก็ไม่ได้บอก 

3. หมอฆ่าดวงวิญญาณต่างๆที่เก็บมาได้ ทั้งๆที่ไม่มีทางสู้แล้ว 

4. Seeker หญิงพยายามไล่ล่าโดยใช้ทุกวิถีทางแม้กระทั่งการฆ่า  แต่พวก Seeker อื่นๆบอกว่ามันไม่ใช่วิถีทางของพวกเขา

จะเห็นได้ว่า ดวงวิญญาณของ Wanderer นั้นหรือ Soul บางตัว ยังดูเหมือนมีความเป็นมนุษย์มากกว่าพวกมนุษย์คนอื่นๆเสียอีก

 ในเรื่องความรัก เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจ ว่าความรักนั้นเกิดจากความหลงในรูปลักษณ์ภายนอกหรือตัวจริงที่อยู่ภายในกันแน่ เนื่องจากภายใต้ร่างอันสวยงามของ Melanie นั้นมีจิตอยู่  2 ดวงคือของ Wanderer และ Melanie เอง Wanderer นั้นได้เป็นผู้ควบคุมร่างกายและแสดงออกภายนอก ในช่วงระหว่างที่อยู่ในถ้ำ ก็มีชายหนุ่มชื่อเอียนมาตกหลุมรักเธอ(Wanderer) และเธอก็ได้ตกหลุมรักเขาเช่นกัน ในขณะที่ Melanie มีคนที่เธอรักอยู่แล้วชื่อ Jarhed ซึ่งในตอนแรกดูเหมือนจะจึงเกิดการขัดแย้งกันว่าร่างนี้ท้ายที่สุดแล้วจะอยู่กับใครกันแน่ แต่ในที่สุดเอียนก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขารักที่ตัวตนที่อยู่ข้างในคือ Wonderer จริงๆแม้ว่าจะอยู่ในร่างใหม่ก็ตาม เขาก็ยังรักเธออยู่เหมือนเดิม

สิ่งที่หนังเรื่องนี้ยังทำได้ไม่ถึงคือยังขาดความเข้มข้นอยู่มาก เช่นพวกดวงวิญญาณต่างๆ ยังดูไม่มีที่มาที่ไปของการจัดตั้งองค์กรและหลายๆอย่างทำให้ดูกระจอกไปอย่างน่าเสียดาย และการกระทำหลายๆอย่างดูจะไม่สมเหตุผลกลายเป็นตลกไป ถ้าทำ Concept ต่างๆให้ดูออกมาเข้มข้นจริงจัง หนังอาจไปได้ไกลกว่านี้  อาจถึงขั้นเป็นหนังที่วิพากษ์มนุษย์ถึงแก่นเรื่องหนึ่งก็เป็นได้ 

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot!
ชอบอีกประโยคนึงที่ Seeker ผิวสีพูด
"เดี๋ยวกลุ่มกบฏจะตายไปเอง"
ชอบที่หนังล้อ เรื่องที่มวลมนุษย์ไฝ่ฝันมาตลอดแต่ไม่มีทางทำได้เลย คือ โลกในอุดมคติ และให้มนุษย์แบบเมลานี ตอกย้ำความเป็น "มนุษย์" ของเธอด้วยการพูดว่า "แบบนี้ก็ไม่สนุกสิ"
big smile

#1 By poprock on 2013-04-10 10:34