คู่กรรม (2556) เป็นภาพยนตร์อีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่มีการดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ชิ้นเอกชื่อเดียวกันของ ทมยันตี กำกับโดยเรียว กิตติกร โดยมีณเดชน์ แสดงเป็น โกโบริ และ ริชชี่ นางเอกหน้าใหม่ แสดงเป็น อังศุมาลิน ผมต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่เคยอ่านนวนิยายต้นฉบับและไม่เคยดูภาพยนตร์หรือละครเวอร์ชั่นใดเลยที่เคยสร้างมา จึงตัดสินบนพื้นฐานของความเป็นภาพยนตร์ล้วนๆ เริ่มจากโปรดักชั่น ฉาก มุมกล้อง การถ่ายภาพ สวยงามและอลังการมากๆ อีกทั้งเพลงประกอบเพราะกินใจอย่างมากและเข้ากับฉากในหนังได้เป็นอย่างดี การดัดแปลงครั้งนี้มีความน่าสนใจหลายอย่างมากทีเดียว

 วัยรุ่นและความรัก

โกโบริและอังศุมาลินเวอร์ชันนี้มีความเป็นวัยรุ่นมาก โกโบริ เป็นหนุ่มใสซื่อ ณเดชน์แสดงได้ดีมากถึงมากที่สุด พูดญี่ปุ่นได้เหมือนและพูดภาษาไทยแบบฉบับญี่ปุ่นได้ดูลื่น ไม่สะดุดแต่อย่างใด มีการแสดงออกแบบจริงใจสไตล์คนญี่ปุ่นที่มีหัวใจ ส่วน อังศุมาลิน หลายคนบอกว่าริชชี่แสดงได้แข็งทื่อมาก แต่ส่วนตัวผมเห็นว่า แบบนี้แหละที่เป็นอังศุมาลินผู้ที่เก็บงำอารมณ์และความรู้สึกได้ดี เหมือนกับว่าแบกความหนักใจทุกเรื่องอยู่ภายในอก (แม้ว่าหน้าจะบึ้งตึงไปหน่อย) รวมทั้งพูดจาห้วนๆสไตล์หญิงไทยยุคใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงที่ร่วมสมัยมาก  แม้สไตล์ของหนังจะมีความเป็นวัยรุ่นอยู่มากแต่มันก็มิใช่หนังรักวัยรุ่นหวานเลี่ยนทั่วไปแต่กลับลงลึกด้วยปมความขัดแย้งทางสงครามที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ว่าจะเลือกอะไรระหว่างความรักและคนที่เรารักกับฝ่ายที่ตนต้องภักดี เราจะช่วยเหลือคนที่เรารักและยอมหันหลังให้กับชาติของตัวเองหรือไม่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขารักเราจริงหรือว่า เขาหันหน้าเข้าหาเรา ทำดีกับเราเฉพาะเวลาที่เรามีประโยชน์  อังศุมาลินแสดงให้เราลังเลได้ว่า เธอเป็นหญิงสองใจที่เมื่อโกโบริให้ประโยชน์กับเธอ(ช่วยป้องกันคุ้มครอง, ช่วยดูเรื่องภายในกองทัพ) เธอก็เข้าหา ระหว่างที่เธอกำลังรอวนัสกลับมาซึ่งเท่ากับว่าโกโบริเป็นตัวคั่นเวลา หรือว่า เธอรักโกโบริจริงๆ แต่มีเหตุผลที่ไม่อาจบอกและไม่อาจเปิดเผยใจของตนได้ หรือว่า เธอรักวนัสจริงๆ และต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับโกโบริกันแน่ นั่นเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ชม(อย่างผม)เป็นอย่างมาก และนี่เป็นสิ่งที่วัยรุ่นหลายคนต้องเผชิญ ยิ่งตอนที่วนัส (ที่เหมือนนักดนตรีร๊อคมากกว่าหนุ่มวิศวะ) กลับมา อังศุมาลินแสดงสีหน้ายิ้มแย้มเป็นครั้งแรก (ซึ่งน่ารักมากกกก) เป็นฉากที่วนัสดูจะเสียสละและเข้าใจเธอเหลือเกิน แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาก็ไม่เหลือเยื่อใยแล้วหลังจากทราบความจริงก็เป็นได้ สถานการณ์รักต่างๆเหมือนจะถูกทำซ้ำในหนังหลายๆเรื่อง แต่เรื่องนี้ทำออกมาได้เป็นอย่างดี

 ความเงียบ

หลายฉากในหนังแสดงถึงความเงียบ และมันก็เป็นประโยชน์เสียด้วย การที่นางเอกเงียบ มันยิ่งทำให้หนังอึดอัด แต่นั่นแหละที่ทำให้สิ่งที่ต้องการสื่อเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยิ่งฉากระเบิดสะพานพุทธเป็นฉากที่ทำให้ลืมหายใจเลยทีเดียว เนื่องจากมันทั้งตื่นตา และกินใจไปพร้อมๆกัน การที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะแข็งกร้าวและแกร่งภายนอกแต่อ่อนข้างในกำลังหมดอาลัย หมดหวังและสับสนท่ามกลางผู้คนที่รายล้อมและเดินขวักไขว่ไปมา (ร่วมสมัยมากๆ) และมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา เพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขาเชื่อ แม้ความตายจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่เขาก็ไม่หวั่น และเมื่อสิ่งเลวร้ายผ่านไป ฉากขี่จักรยานนั้นแม้จะดูเกาหลีมากๆ (เพลงประกอบก็ทำให้นึกถึงหนังเกาหลีแล้ว) แต่มันก็เป็นฉากที่ relief หรือคลายความรู้สึกได้เป็นอย่างดี  ส่วนฉากที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดฉากหนึ่งก็คือฉากอิโรติกซึ่งผมยกให้เป็นฉากที่ทำออกมาได้งดงามมากๆ เป็นนาฏกรรมที่ถูกจัดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชวนนึกถึงเทคนิคละครเวที ซึ่งสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เก็บงำมานานของโกโบริ ซึ่งเมื่อเวลาเมาแล้วเป็นปกติที่สัญชาตญาณดิบของมนุษย์จะออกมา ส่วนอังศุมาลินก็แสดงเป็นตัวแทนของผู้ที่ขัดขืนแต่ไม่มีกำลังขัดขืนและยอมจำนนในที่สุด ซึ่งอาจเป็นตัวแทนสาวม.ปลายจนถึงวัยมหาวิทยาลัยหลายๆคนที่อาจจะตกอยู่สถานการณ์เช่นเดียวกันนี้ด้วยโดยท้ายที่สุดแล้วก็เป็นอังศุมาลินเองด้วยเหมือนกันที่เก็บงำความรู้สึกต่างๆไว้และปลดปล่อยออกมาในคืนนั้น

 ภาพประวัติศาสตร์

ในเรื่องการเมือง ชาตินิยม หรือการเป็นคนขายชาติ รักชาติอะไรต่างๆ เป็นสิ่งที่สามารถถกเถียงกันได้เพราะทุกอย่างมีสองด้านหรืออาจมีหลายด้านก็เป็นได้ สงครามมีสองฝั่งสู้รบกัน การที่เราภักดีฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องกำจัดคนที่ภักดีอีกฝ่าย สงครามมีแต่ความสูญเสีย แม้จะมีฝ่ายชนะ แต่ก็เป็น ชัยชนะบนความว่างเปล่าซึ่งไม่ต่างอะไรจากความสูญเสีย การเป็นสัมพันธมิตรหรือเสรีไทยอาจจะทำให้เราไม่ต้องสูญเสียจากสงครามไปมากเท่าไร แต่สำหรับความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทุกคนล้วนสูญเสีย และนั่นอาจจะแสดงออกในฉากจบของเรื่องที่เป็นฉากจบของโศกนาฏกรรมความรักและสงครามที่สมบูรณ์แบบ แสดงถึงคำว่า “คู่กรรม” ซึ่งเป็นกรรมให้อังศุมาลินได้เรียนรู้จริงๆ

แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังมีจุดอ่อนด้อยอยู่เหมือนกัน บทของพ่อที่ยังไม่ค่อยเต็มที่นัก ปมความขัดแย้งของชาวบ้านที่เป็นเสรีไทยและพวกญี่ปุ่นยังไม่ค่อยชัดเจนนัก  รวมทั้งเงื่อนงำต่างๆที่อาจจะไม่ได้คลี่คลายทุกอย่าง ทั้งนี้ผมอาจจะตีความในแบบที่ผิดแปลกไปจากต้นฉบับหรือสิ่งที่ควรเป็นเพราะผมได้ยึดภาพยนตร์เวอร์ชั่นนี้เป็นหลัก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่านี่เป็นหนังไทยที่ควรค่าแก่การยกย่องเรื่องหนึ่งในปีนี้ 

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ชอบมากเช่นกัน ปกติไม่ค่อยได้ดูหนังไทย นานๆทีจริงๆ
พอไปดูเรื่องนี้แล้ว อะไรหลายอย่างมันซึมลึกมาก
สำหรับเราแล้วมันไม่ถึงขนาดว่า
"เอ้ย ต้องกลับไปเก็บรายละเอียดรอบ 2"
แต่กลับรู้สึกอยากดูอีกรอบ เพราะชอบอังศุมาลิน
ตอนเขียนรีวิวเอง รู้สึกตัวตอนเขียนจบว่าพูดถึงณเดชน้อยมาก เพราะหลังๆเราชอบอังศุมาลินมากกว่ามั้ง ณเดชก็ดี แต่น้องอังโดนใจกว่า

#1 By poprock on 2013-04-09 10:17