หนังสารคดีเรื่องนี้ได้พาเราไปสำรวจพื้นที่จริงและกรณีพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร (Preah Vihear Temple) ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่แผ่นดินอยู่สูงจนเห็นฟ้าต่ำกว่าดิน โดยเล่าเรื่องผ่านอ๊อด ทหารเกณฑ์หนุ่มคนหนึ่งที่ผู้บันทึก (ผู้กำกับ) ได้ไปรู้จัก อ๊อดเริ่มชีวิตจากการเป็นสามเณร จนมาเป็นทหารเกณฑ์ที่ถูกจับไปปฏิบัติภารกิจที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ที่มีแต่ภัยเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีและได้มีโอกาสได้ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อต้นปี 2553 จนในช่วงสงกรานต์ปี 2554 เขาก็ได้มีโอกาสกลับบ้านที่หมูบ้านเสลา จังหวัดศรีสะเกษ ตรงบริเวณเขตชายแดนไทย-กัมพูชา และในช่วงนั้นเอง ได้มีการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาในบริเวณปราสาทตาควาย จนถึงปราสาทตาเมือนธม บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงบริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร จนเป็นเหตุทำให้กัมพูชายื่นขอตีความคำพิพากษาของศาลโลกที่ตัดสินไว้เมื่อปี 2505 (1962)

ปัญหาชัดเจนที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นคือกลุ่มคนชั้นสูงกับชาวบ้าน อาจจะคิดคนละอย่างกัน ฟ้าอาจไม่ได้มีความหมายหรือไม่ได้สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตแต่ละวันของพวกเขาเลย แต่กลับกลายเป็นผืนดินที่พวกเขาอยู่หญ้าที่พวกเขาต้องให้โคควายกิน น้ำที่ต้องใช้หาปลา ต่างหากที่สำคัญ สิ่งสำคัญสำหรับชาวบ้านอาจจะไม่สำคัญสำหรับรัฐบาล ในทางกลับกันสิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาล อาจจะไม่ได้สำคัญสำหรับชาวบ้านก็ได้ การเล่าเรื่องผ่านมุมมองชาวบ้านเป็นการยกแผ่นดินให้สูงในเรื่องนี้ และการได้เรียนรู้ความคิดของคนที่อยู่ในบริเวณนั้นจริงๆอาจทำให้เราเข้าใจปัญหาและหาวิธีการแก้ปัญหาได้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้นเพราะคนที่อาจรู้ดีที่สุดเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่บริเวณโดยรอบก็คือชาวบ้านที่พำนักอาศัยอยู่แถวนั้นตั้งแต่เกิด   

ชาวบ้านในบริเวณชายแดนรับรู้ความเป็นอยู่ของปราสาทพระวิหารว่ามันอยู่บนเขา ตรงจุดนั้น พร้อมๆกับดำเนินชีวิตไปตามปกติ ชาวบ้านไม่ได้มีอารมณ์นึกคิดใคร่ครวญตลอดเวลา มีเพียงลูกกระสุนและระเบิดเท่านั้นที่มารบกวนจิตใจพวกเขา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความไม่เข้าใจกันของกลุ่มชนชั้นปกครองทั้งสิ้นที่ตระหนักถึงสิ่งต่างๆซึ่งอาจจะไม่มีจริงในทางกายภาพ แต่มีจริงในทางสมมุติขึ้น เรื่องพรมแดนใช่ไหมที่รัฐบาลให้ความสำคัญและที่เป็นเหตุทำให้เรื่องราวความขัดแย้งต่างๆเกิดขึ้น เรื่องการเมืองการปกครองที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นในชุมชนสมมุติที่เรียกว่ารัฐใช่ไหม ที่มีนักการเมืองมาเล่นกันให้ชาวบ้านได้ดู และทำให้ความคิดแตกออกเป็น 2 ฝั่งหรือมากกว่านั้น พวก Elite เหล่านั้นเคยได้มาสัมผัสกับชาวบ้านจริงๆสักกี่ครั้งกัน ได้แต่วางแผน ทำงานกันในที่ทำงานซึ่งมักมองปัญหาจากที่สูงแบบ Omniscient Eye และตัดสินกันภายในกลุ่ม  ข้าราชการก็ดี นักการเมืองก็ดี นักกฎหมายก็ดีที่ตัดขาดจากสังคม ก็คงไม่สามารถดำรงความยุติธรรมและแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ เนื่องจากไม่ได้ไปสัมผัสกับชาวบ้านและสัมผัสกับปัญหาที่แท้จริง

นอกจากนั้นหนังพยายามแตะเชื่อมโยงเรื่องปราสาทพระวิหารกับเหตุการณ์ต่างๆของการเมืองไทย ณ ขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองเสื้อแดง การยุบสภาของรัฐบาลอภิสิทธิ์และการขึ้นมามีอำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ด้วยความจงใจหรือไม่ก็ตาม มีฉากที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับการเลือกตั้ง ก็ตัดไปที่ฉากพรมแดนว่า เหตุการณ์ต่างๆก็เริ่มคลี่คลายลง ซึ่งอาจทำให้คนเข้าใจผิดได้ว่าเหตุการณ์ดุเดือดเพราะรัฐบาลที่แล้วทำเอาไว้แล้วพอมีรัฐบาลนี้เหตุการณ์เลยทุเลา ซึ่งอาจไม่ได้มีความเชื่อมโยงในลักษณะนี้ก็เป็นได้ แต่ก็ยังโชคดีที่หนังไม่ได้เน้นและชี้นำขนาดนั้น 

ความย้อนแย้งในหนังอยู่ที่การเล่าเรื่องสภาพชีวิตชาวบ้านชายขอบ (ซึ่งอาจตีความได้ทั้งคนที่อยู่แนวบริเวณชายแดน และผู้ที่เป็น subaltern หรือผู้ที่ไม่มีเสียง อาจเรียกได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อย) ที่ถูกเล่าโดย Elite หรือชนชั้นสูงในสังคม (ผกก.เป็นชาวกรุง, อ๊อดแม้จะเป็นชาวบ้านแต่เขาก็เป็นทหาร) เพราะเขาเหล่านั้นไม่สามารถมีพื้นที่อย่างแท้จริงที่จะเล่าได้ด้วยตัวเองในสังคมวงกว้างให้ทุกคนได้รับรู้ได้ แต่พวกเขาเหล่านี้(ทั้งฝั่งไทยและเขมร) เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของหนัง และจุดที่น่าสนใจคือหนัง(โดยเบื้องหลังที่ซับซ้อน)ทำให้เราได้ไปชมภาพที่อาจหาดูได้ยากบนปราสาทพระวิหารที่ห้ามคนไทยเข้าไปเยี่ยมชม ทหารอยู่กันอย่างเป็นครอบครัว มีเด็กและผู้หญิงวิ่งเล่น และดำเนินชีวิตตามปกติ ภาพทิวทัศน์อันสงบและร่มรื่น ช่างเป็นภาพที่สวยงามต่างจากการเมืองอันร้อนระอุที่อยู่ในกรุงและในใจของผู้คนในสังคม

แม้ว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐสมัยใหม่อาจจะจำเป็นที่จะต้องมีอาณาเขต (defined territory) และรัฐบาล (government) ที่เป็นองค์ประกอบของรัฐ แต่ในอนาคตแนวคิดเรื่องไร้พรมแดน (Borderless) อาจมีมากขึ้นอันเนื่องมาจากการรวมกลุ่มของรัฐต่างๆในภูมิภาคเดียวกันในเรื่องพรมแดนนั้น เพียงแค่หลับตาลงก็กลายเป็นเรื่องสมมุติบนโลกแห่งความเป็นจริงไปแล้วแต่ความสัมพันธ์ของมนุษย์(ในชาติเดียวกันหรือระหว่างชาติ)นั้นอาจเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและสำคัญกว่าก็ต้องลองพิจารณาดู

 

Comment

Comment:

Tweet