ความเป็นมาคดีปราสาทพระวิหาร 2505 
(Background of the Case concerning Temple of Preah Vihear 1962)

 

ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือศาลโลกได้มีคำพิพากษาในคดีพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร (Preah Vihear Temple)  ซึ่งสาระของข้อพิพาทนั้นอยู่ที่อำนาจอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหารซึ่งตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาพนมดงรัก (Dangrek) พรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยข้อพิพาทนั้นมีที่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 ในยุคล่าอาณานิคมซึ่งทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญา 1904 (Treaty of 13 February 1904) ให้มีการจัดทำแผนที่และปักปันเขตแดนในบริเวณชายแดนระหว่างอินโดจีนซึ่งฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคมและมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนกัมพูชาในขณะนั้นและสยามโดยยึดหลักเส้นสันปันน้ำ (Watershed Line) โดยจัดตั้งคณะกรรมการผสมฝรั่งเศส-สยาม (Franco-Siamese Mixed Commission) ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว  รัฐบาลสยามในขณะนั้นไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องแผนที่มากนักจึงให้ชาวฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ต่างๆขึ้นมาเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 1907 และได้มีการแจ้งไปยังทางการของสยามในปี 1908 หนึ่งในแผนที่หลายฉบับนั้นคือแผนที่ระวางดงรัก 1 : 200,000 หรือที่รู้จักกันในคดีว่า แผนที่ภาคผนวก 1 (Map Annex I) ซึ่งกัมพูชาได้นำมาใช้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีในการสนับสนุนข้อกล่าวอ้างว่าไทยได้ยอมรับแผนที่นี้แล้วซึ่งในแผนที่ฉบับนี้ได้มีการลากเส้นให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา  ประเทศไทยได้ต่อสู้ในศาลว่า แผนที่ไม่ได้จัดทำโดยคณะกรรมการผสมตามสนธิสัญญา 1904 จึงไม่มีผลผูกพันไทยและนอกจากนั้นไทยยังไม่เคยยอมรับแผนที่ดังกล่าวโดยมีการลากเส้นในบริเวณที่มิใช่เส้นสันปันน้ำ หากมีการลากตามเส้นสันปันน้ำจริง ปราสาทพระวิหารจะอยู่ในบริเวณอาณาเขตของประเทศไทย แต่หากศาลเห็นว่าไทยได้มีการยอมรับแผนที่ ไทยได้ทำไปเพราะสำคัญผิด (Mistaken Belief) 

ในคดีนั้นกัมพูชาได้ร้องขอศาลไป 5 ข้อคือ

  1.  ให้แผนที่ระวางดงรัก (ภาคผนวก 1) มีลักษณะเป็นสนธิสัญญาด้วยเหตุผลที่ว่ามีข้อตกลงและพฤติการณ์ที่ตามมา 
  2.  ตัดสินว่าเส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นไปตามแผนที่ภาคผนวก 1
  3.  ให้พิพากษาว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชา
  4. ให้ไทยมีพันธะกรณีที่จะต้องถอนทหารในพื้นที่ของกัมพูชาและบริเวณสิ่งปรักหักพังของปราสาทพระวิหาร
  5. ให้ไทยส่งคืนปฏิมากรรม รูปปั้น เครื่องปั้น ต่างๆที่ไทยได้เอาไป คืนแก่กัมพูชา

แต่ศาลโลกได้มีคำพิพากษาในส่วนบทปฏิบัติการ (Operative Clause/ Dispositif) เพียงแค่ 3 ข้อเท่านั้นดังนี้

  1. ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา 
  2. ไทยมีพันธะที่จะต้องถอดกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา
  3. ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุป 5 ข้อของกัมพูชา

  หลังจากได้มีคำตัดสินออกมา ไทยได้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาตามข้อบทที่ 94 (1) ของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยได้มีการล้อมลวดหนามตามเส้นของมติคณะรัฐมนตรีและได้มีการถอนกำลังทหารรวมทั้งได้คืนวัตถุต่างๆตามที่กัมพูชาร้องขอ ซึ่งแม้ว่าคดีปราสาทพระวิหารจะตัดสินเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 แต่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชายังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งราวปี 2550-2551 กัมพูชาได้ขอขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO และเกิดเหตุการณ์ความไม่เข้าใจกัน รวมถึงการปะทันกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดนรวมถึงพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรที่เป็นปัญหาด้วย เหตุการณ์ทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุดในช่วงเดือนเมษายน 2554  และเมื่อวันที่ 28 เมษายน กัมพูชาก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เพื่อให้เรื่องราวต่างๆเป็นที่ยุติ ซึ่งกลายมาเป็นคดีที่เป็นปัญหาในทุกวันนี้ 

*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ "รื้อฟื้นคดีปราสาทพระวิหาร : ตีความหรืออำพรางอุทธรณ์?" ที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่
 

Comment

Comment:

Tweet