พี่มาก...พระโขนง

posted on 18 Apr 2013 02:01 by juthas in Films

 

***บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์ SPOILER ALERT***

หลังจากที่ได้รับฟังกระแสมาประมาณ 3 สัปดาห์จึงถึงเวลาที่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองว่านางนากเวอร์ชั่นนี้จะถูกปรับเปลี่ยนให้น่าดูอย่างไรจนรายได้ถล่มทลายเช่นนีี้ การดูหนังพี่มากครั้งนี้นอกจากจะได้รับความบันเทิงบ้างแล้ว ก็ยังทำให้อดคิดไม่ได้ถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่หนังได้ซ่อนไว้ให้ขบคิดกันอีกด้วย หลายคนอาจจะบอกว่า มึงบ้าละ หนังตลก จะมีอะไรให้คิดมากมาย จริงๆแล้วก็ไม่อยากคิดหรอกครับ แต่เมื่อมันคิดแล้วก็อยากเขียนสักหน่อย ซึ่งอาจจะ over interpretation ไปบ้าง แต่ก็ถือว่าอ่านสนุกๆก็แล้วกัน 

ผีและคน

ตำนานของแม่นาก พระโขนงนั้นเป็นที่เลื่องลือและเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย เนื่องจากได้มีการทำเป็นภาพยนตร์และละครเวทีมาหลายเวอร์ชั่น นางนากนั้นรอสามีคือพี่มากกลับมาจากสงคราม แต่ตัวเองก็ดันท้องและเสียชีวิตลงเสียก่อน พอพี่มากกลับมาก็ไม่รู้ว่านางนากตาย ชาวบ้านจึงพยายามที่จะบอกความจริงกับมาก เรื่องก็มีอยู่เพียงเท่านี้  แต่สิ่งที่น่าคิดคือเรื่องราวของคนกับผี โลกความจริงและโลกแห่งความตาย ในเมื่อนางนากตายแล้ว ทำไมพี่มากและเพื่อนๆถึงยังเห็นนางนากอยู่? การที่พี่มากนั้นสามารถเห็นและใช้ชีวิตอยู่กับนางนากได้ เนื่องจากว่า เขาไม่ได้สังเกตหรือรับรู้ถึงความตายของนางนาก ภาพที่เขารับรู้จึงเป็นภาพที่นางนากยังมีชีวิตอยู่  โลกแห่งผัสสะจึงขึ้นอยู่กับการรับรู้ของคนว่าเรามีพื้นฐานในการรับรู้มากแค่ไหน  ในภาพยนตร์เรื่อง Being There ฉากสุดท้ายพระเอกได้เดินบนน้ำได้ นั่นเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าการเดินบนน้ำจะต้องจม เช่นเดียวกับในเรื่อง Life of Pi ที่ตัวเมียร์แคทไม่กลัวเสือเพราะมันเคยเห็นเสือมาก่อนและไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ที่น่ากลัว ปรัชญาเรื่อง Existentialism นี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเล่าเรื่องของพี่มาก ซึ่งแม้ว่าหลังจากที่พี่มากรู้แล้วก็ตามว่านางนากได้ตายไปแล้ว เขาก็ยังสามารถอยู่ได้ เพราะเขาเลือกที่จะรับรู้แบบนั้น และนางนากก็ไม่รู้ความจริงว่าพี่มากรู้ตั้งนานแล้ว จึงทำตัวปกติมาได้ตลอด ความ"เชื่อ"จึงเท่ากับความ"เป็น" ความเป็นผี จึงเกิดจากการที่เราคิดว่าสิ่งนั้นมันเป็นด้วยความคิดจากภายในจิตใจของเราเอง อาจจะไม่ได้เกิดจากการเป็นผีจริงๆของสิ่งนั้นในทางกายภาพภายนอกก็ได้ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่น่าตลกมาก ใครเป็นผีหรือไม่เป็นก็อาจจะเป็นได้โดยแค่การบอกเล่า หรือการพูดให้คนเชื่อเพียงเท่านั้น 

การเมืองเรื่องขับไล่และการยอมรับ

ผีกับคน ดูเหมือนจะเป็นความแตกต่างที่สุดขั้วโดยมีคำว่า “ชีวิต” เป็นเส้นแบ่ง ผีเป็นสิ่งไม่มีชีวิตแล้ว แต่คนยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นฉากที่เรามักจะเห็นอยู่เสมอของหนังผีคือ “การขับไล่” ไม่ว่าจะเป็นผีจีน ผีไทย ผีฝรั่ง ล้วนมีการขับไล่โดยพระ หรือนักบวช ซึ่งเป็นตัวแทนของความดี มีคุณธรรม สีขาวสะอาด คำว่าผี จึงถูกผลักให้เป็นความชั่วร้าย เป็นด้านมืด สีดำ คล้ายกับว่า เราต้องผลักในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราเป็นสิ่งอื่นที่เราต่อต้านหมดสิ้น และนั่นก็เป็นการทำให้ตัวเองภาคภูมิใจกับความเป็นตัวเอง (Satisfy to gain self-esteem) เช่นเดียวกับการที่เรากีดกันคนที่คิดไม่เหมือนเรา แตกต่างจากเราออกจากสังคม มันทำให้คุณค่าของเราเพิ่มขึ้นอย่างนั้นหรือ การขับไล่ผี ทำให้เรามีความเป็นคนมากขึ้นอย่างนั้นหรือ ความน่ากลัวของผีเป็นสิ่งที่เราตั้งกรอบตั้งแง่ไว้ในใจแล้วใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นผีก็ควรจะมีสิทธิโต้ตอบที่ทำให้เรากลัว เพราะคนอาจจะทำให้ผีกลัวก่อนและรู้สึกไม่ปลอดภัย ในเรื่อง นางนากถูกทำให้รู้สึกว่า จะโดนพรากพี่มากไปจากชีวิต ทุกคนพยายามที่จะบอกพี่มากว่านางนากเป็นผี และกีดกันออกไปจากชีวิตของกันและกัน เมื่อพี่มากรู้ความจริงในตอนท้าย พี่มากถามนางนากว่า ถ้าหากว่า เราเลือกที่จะไม่รับรู้ต่อไปหละ เป็นอย่างนี้ต่อไปก็ได้? เป็นฉากที่แสดงถึงการยอมรับ และก้าวข้ามผ่านความแตกต่างที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนยอมรับความโรแมนติกของ 2 โลก และสามารถอยู่ด้วยกันได้ เช่นเดียวกับคนที่เห็นต่างแต่อยู่ร่วมกันในสังคมได้ แม้จะมีการปลุกระดมขับไล่ในตอนท้าย และนางนากรู้ตัวว่าตัวเองโดนไล่ ก็มิได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด เพราะเขามีคนที่ยอมรับเขาอยู่เคียงข้าง และตราบใดที่นางนากไม่ได้คิดร้ายกับใคร เธอก็เปรียบเสมือนอยู่ในโลกแห่งสิ่งมีชีวิตยิ่งกว่าคนที่มีชีวิจิตใจแต่คิดร้ายต่อผู้อื่นเสียอีกที่เหมือนตกนรกอยู่ในใจ 

ความรัก 2 ภพ

หากเราได้รับรู้ ความจริงที่เจ็บปวด เราจะอยู่กับมันได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่นางนากกลัวมาตลอดว่าหากพี่มากรู้ความจริง และเมื่อยิ่งเป็นคนกลัวผีแล้ว พี่มากจะจากไปจากชีวิตของตน แต่เรื่องนี้ได้ทำให้เราเห็นความรักที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่กว่านั้น คือไม่สามารถมีสิ่งใดจะมาขวางกั้นได้ แม้แต่ความตายก็ตาม รวมถึงการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน พี่มากยอมรับว่านางนากได้ตายไปแล้วและเป็นผี ต้องกินใบไม้ใบหญ้า ก็ยังสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความรักไร้พรมแดนอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้ทำได้ดีมากในฉากงานวัด ซึ่งเป็นฉากที่แสดงให้เห็นว่านางนากอยากมีช่วงเวลากับพี่มาก มากเพียงใด และพี่มาก(ที่เพิ่งจะมารู้ทีหลังว่ารู้ว่านางนากเป็นผีก่อนหน้าไปงานวัดเสียอีก) ก็อยากอยู่กับนางนากเช่นเดียวกัน การมีโลกของกันและกันมาบรรจบกัน เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้คนทั้งสองดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติและมีความสุข ยิ่งฉากจบตอนเครดิตขึ้น ทำให้ผมถึงกับน้ำตาคลอรอบ 2 ด้วยการที่แสดงให้เห็นว่าชีวิตของทั้งสองมีความสุขเพราะความรักมากเพียงใด 

 

Comment

Comment:

Tweet

วิเคราะได้ดีสูดๆ เหมือนอ่านวิชานิติปรัชญาผสมด้วยย ติ่งปลื้มมม ถ้าโพสในพันทิปได้ขึ้นกระทู้แนะนำแน่นอนฮ่ะะะ (ปรึกษา คช)

#3 By Einitram (103.7.57.18|115.67.130.244) on 2013-04-20 07:18

[ความ"เชื่อ"จึงเท่ากับความ"เป็น" ความเป็นผี จึงเกิดจากการที่เราคิดว่าสิ่งนั้นมันเป็นด้วยความคิดจากภายในจิตใจของเราเอง อาจจะไม่ได้เกิดจากการเป็นผีจริงๆของสิ่งนั้นในทางกายภาพภายนอกก็ได้ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่น่าตลกมาก] ---- ชอบคอนเซปท์นี้จังค่ะ อันนี้เป็นฐานความคิดที่คล้ายๆที่เห็นในเรื่องคนกองกับคนกลางด้วยนะ
เราแอบอึ้งกับตอนจบของหนังนิดหน่อย เรารู้สึกว่า เลือกจบแบบนี้จะดีแล้วเหรอ
คือการยอมรับกันและกันเป็นสิ่งที่ดี แต่จะมีชีวิตอยู่ได้จริงๆเหรอถ้าเราปฏิเสธสังคม เราว่ามันใช้อะไรมากกว่าการกล้าคิดต่างเยอะ
แต่อ่านแล้วสนุกดี :) เพราะเราไม่ได้คิดอะไรมากตอนดูหนัง พอได้อ่านความเห็นหลากหลายก็เลยได้คิดอะไรตามไปด้วย 55

#1 By ตาล (103.7.57.18|125.24.33.216) on 2013-04-18 22:50