ชื่อ "เกรียนฟิคชั่น" และตัวอย่างหนังไม่น่าดึงดูดเอาเสียเหลือเกิน แต่กลับน่าสนใจตรงที่ชื่อผู้กำกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เนี่ยและครับที่ทำให้ผมตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็พบว่า Concept ของหนังน่าสนใจมาก ตรงที่ฉายภาพชีวิตวัยรุ่นโดยให้เป็น Road Movie ผสมกับแนว Surrealism นิดๆ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนังของมะเดี่ยวย่อมต้องมีสิ่งที่ไม่ธรรมดาให้พูดถึง
 
เรื่องนี้เปิดเรื่องแนวเล่าย้อนความหลังครั้ง ม.4 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเรื่อง ตอนแรกดูเหมือนว่าจะธรรมดา ที่มีการเข้าชมรม เจอผู้หญิง หลงรัก พยายามที่จะชนะใจเธอ แล้วก็จบ แต่เรื่องราวไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบนเวทีที่ทำให้เกิดปมในใจของนางเอก ตี๋ ตัวเอกที่เล่าเรื่องคือคนกระทำ  พูดถึงปมในชีวิตไว้รุ่น ซึ่งเป็นวัยที่เปราะบางและเกิดบาดแผลทางจิตใจได้ง่ายยิ่ง การที่เราฝังใจกับบางสิ่งมากเกินไปอาจทำให้เราก้าวต่อไปในอนาคตไม่ได้ เช่นเดียวกับนางเอกของเรื่องพลอยดาว ที่จากดาวรุ่งกลายมาเป็นดาวดับ  แนวคิดเรื่องการยอมรับและความสำคัญของการมีตัวตนในกลุ่มเพื่อนก็ถูกนำมาใช้ในเรื่องนี้อย่างเห็นเด่นชัด ถือเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินเรื่องก็ว่าได้ พลอยดาวต้องการการยอมรับอีกครั้ง ในขณะที่ตี๋ก็ต้องการให้พลอยดาวยอมรับตัวเอง มันจี๊ดมากๆสำหรับคนที่มีประสบการณ์ถูกปฏิเสธ หรือไปทำอะไรเข้าสักอย่างให้ใครบางคน และพยายามที่จะขอโทษคนนั้น แต่มันก็ยากที่จะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ยิ่งสถานะตอนแรกไม่ใช่เพื่อนอะไรมากมายอยู่ก่อนแล้ว ก็ทำให้ยากยิ่งขึ้นไปอีกที่จะได้คุยกันและปรับความเข้าใจกัน มนุษย์ทุกคนล้วนมีกำแพง กำแพงแห่งปมและอคติรวมถึงสิ่งต่างๆที่ฝังใจ
 
"มึงไม่ควรเป็นบาดแผลในชีวิตของใคร" รุ่นพี่คนหนึ่งได้กล่าวไว้กับตี๋ ซึ่งเป็นประโยคที่ผมคิดว่าดีที่สุดในเรื่องนี้ เมื่อมีปัญหามันก็จำเป็นต้องแก้ ยิ่งเป็นปัญหาที่เริ่มจากตัวเรา เราก็ต้องเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้าและแก้ปัญหาด้วยตัวของเราเอง แต่ปัญหาคือปมมันไม่คลายง่ายๆน่ะซิ ซึ่งหนังแสดงให้เห็นถึงการแก้ไม่ได้ทั้งๆที่มีโอกาสแก้แต่หลายสิ่งก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่ใจเราอยากทำ ซึ่งโอกาสนั้นมันก็มีน้อยและยากที่จะสร้าง เช่นในตอนที่พี่แฟรงค์จะช่วยให้ตี๋ได้เผชิญหน้ากับพลอยดาวโดยการแสดงละครเรื่องรจนาเลือกคู่ แต่โชคชะตาก็ทำให้ตี๋ต้องเลือกไปหาทิพย์และไม่ได้เล่นละครในที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ายังมีโอกาสต่อมาที่ชมรมได้ออกไปถ่ายหนังนอกสถานที่ ซึ่งทำให้ตี๋และพลอยดาวเผชิญหน้ากันอีกครั้งซึ่งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่เกิดเป็นปมปัญหาที่ขมวดมากขึ้นไปอีกจนลุกลามไปถึงเรื่องการยอมรับของเพื่อนๆ วัยรุ่นมักจะเป็นอย่างนี้เสมอคือมีการผูกปัญหาหลายๆปัญหาเข้าด้วยกันแล้วทำให้เกิดกระบวนการ Dramatize หรือการทำให้ระดับความดราม่าเข้มข้นขึ้น และนี่คือสิ่งที่หนังทำเมื่อเข้าสู่องก์ที่สอง
 
องก์ที่สองค่อนข้างแตกต่างจากองก์แรก ซึ่งจะเรียกว่ามีสไตล์ที่แตกต่างกันมากเลยก็ว่่าได้ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างจะ Fantasy และเหนือจริงเล็กน้อย จนแอบรู้สึกว่าหนังไม่มีเอกภาพไปสักนิด แต่อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องในองก์นี้ก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว การเดินทางของตี๋ในองก์ที่สองเปรียบเสมือนกับการค้นหาตัวเอง เขาได้พบว่าที่นี่เป็นที่ที่มีคนยอมรับในตัวเขาและความสามารถของเขา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วมันแตกต่างจากที่ที่เขาจากมามาก แต่อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน เขาก็ได้เรียนรู้ว่า ที่ที่เขาจากมาก็มีคนคอยเป็นห่วงเขาและรักเขาเช่นกัน เพียงแต่เป็นสิ่งที่เขาคิดไปเองโดยใช้อารมณ์ชั่ววูบ นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่เขาได้เรียนรู้และเติบโดขึ้นด้วยตัวเอง โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าตัวละครบางตัวเช่น คนทวงหนี้ที่ดูเหมือนจะน่ากลัวและเป็นวายร้ายแต่เอาเข้าจริงไม่มีอะไรและไม่มีการพัฒนาของตัวละครตัวนี้ เรื่องที่เพื่อนหักหลังโดยการฉวยโอกาสเอาเปรียบเราโดยการฉกเงินที่่หามาได้ แล้วหนีไปนั้นแม้จะ Cliche ก็ตามแต่มันก็เป็นส่วนที่ดีของหนังเช่นกันที่ทิ้งปมเอาไว้อย่างนั้น ไม่มีการติดตามตัวต่อ หรือพูดถึงอีก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าในชีวิตคนเรา มักมีคนเข้ามาและผ่านไปเสมอ โดยพวกเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้สนใจเราเลยอีกแม้จะมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผูกพันกันก็ตาม  ในทางกลับกันก็มีปมบางปมที่หนังเลือกจะคลี่คลายแต่ด้วยความที่เป็นประเด็นที่ทั้งเรื่องพูดถึงไม่มากนัก เมื่อคลายปมนั้นออกมาก็จะไม่สุดหรืออาจจะคลายไม่ถูกจังหวะทำให้ประเด็นนั้นหมดพลังไปอย่างน่าเสียดาย เช่นเรื่องของตี๋กับพลอยดาวที่แผ่วปลายเหลือเกิน แต่ในที่สุดแล้วหนังก็ทำให้เราเห็นว่าพลอยดาวไม่ได้เป็นคนที่น่าสนใจแต่อย่างใดเลย รวมถึงเรื่องของพี่เขต (หรือวนัสจากคู่กรรม) ที่อยู่ดีๆก็กลับมาหาทิพย์อย่างง่ายดาย(หลังจากทิ้งไปอย่างง่ายดาย) ซึ่งทำให้ทุกอย่างดูง่ายเกินไป ทั้งๆที่ชีวิตจริงอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แต่ที่ชอบมากๆก็คือการเฉลยปมความสัมพันธ์ของตี๋และทิพย์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้แต่นั่นทำให้เรารู้ว่าทำไมทิพย์ถึงต้องมีใครสักคน ทำให้เราเข้าใจตัวละครทั้งสองตัวไปพร้อมๆกันโดยปริยาย 
 
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือตัวตนของพี่มะเดี่ยวที่ยังคงเห็นเด่นชัดจากการเล่าเรื่องที่รำลึกถึงวัยเยาว์ เด็กผู้ชายกางเกงน้ำเงิน ถอดเสื้อ(โดยจงใจให้มีการลืมใส่เสื้อ) รวมถึงการถอดกางเกง และกางเกงในสีขาว ก็รวมอยู่ในหนังเรื่องนี้ รวมทั้งคนที่เคยแสดงละครหรือทำละครมาคงอินได้ไม่ยากกับเด็กกลุ่มนี้ที่คลุกคลีกับโรงละครและการทำภาพยนตร์ ซึ่งน่าเสียดายที่น่าจะได้ฉายภาพยนตร์ที่ครูเสน่ห์ให้ทำตอนสุดท้ายด้วย กับฉากปิดภาคเรียน ซึ่งไม่มีอยู่ในเรื่อง และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเพลงประกอบที่ไพเราะมากๆ และการถ่ายภาพที่สวยมาก ด้วยความที่พี่มะเดี่ยวผูกพันกับสิ่งเหล่านี้มาทำให้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามสมจริงและจริงใจ และทำให้หนังเรื่อง เกรียนฟิคชั่น นั้นเป็นเรื่องหนึ่งที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับหนังวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

Comment

Comment:

Tweet