The Great Gatsby : ฝันอันฟุ้งเฟ้อ

posted on 25 May 2013 21:19 by juthas in Films

“The Great Gatsby” เป็นอีกหนึ่งการดัดแปลงตัวอักษรจากหนังสืิอมาสู่ภาพยนตร์โดยนำบทประพันธ์ต้นฉบับในชื่อเดียวกันของ F. Scott Fitzgerald นักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 มาทำเป็นภาพยนตร์สุดอลังการทั้งภาพและเสียงในแบบฉบับของ Buz Luhrmann ซึ่งถ่ายทอดยุคสมัย Jazz Age ในปี 2013 ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าจะใส่เพลง R&B และ Hip Hop ก็ในภาพยนตร์ก็ตาม โดยการที่จะเข้าใจเนื้อหาในหนังสือได้อย่างถ่องแท้นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจสภาพสังคมอเมริกันในยุคสมัยนั้นเสียก่อน ซึ่งเป็นยุคหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเฟื่องฟูที่เกิดชนชั้นฐานันดร และผู้คนในสังคมล้วนหลงใหลกับโลกของแสงสีเสียง ซึงเรื่องนี้นับว่าสะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 

การไต่เต้าฐานะ

ความเสมอภาคกันทางกฎหมายไม่ได้หมายความว่าจะมีความเสมอภาคในทางข้อเท็จจริง ที่แต่ละคนล้วนมีความหลากหลายทั้งรูปลักษณ์ภายนอก พื้นฐานทางครอบครัว การศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นอาจเป็นเครื่องแบ่งเพื่อทำให้คนกลุ่มหนึ่งเชิดหน้าชูตาในสังคมและอีกกลุ่มหนึ่งถูกมองเป็นเบื้องล่างของสังคม กำแพงเหล่านี้ได้ค่อยๆก่อร่างสร้างตัวจนชัดเจนมากขึ้นกลายเป็นกรอบสังคมที่ทุกคนล้วนแต่อยู่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นทาสของค่านิยมฟุ้งเฟ้อในสมัยนั้นซึ่งมีการพัฒนาทางด้านวัตถุอย่างมากแม้จะรู้ตัวอย่างจงใจหรือไม่รู้ตัวก็ตาม 

ตัวเอกของเรื่องนี้คือ Mr. J. Gatsby ชายหนุ่มผู้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ จัดปาร์ตี้เข้าสังคมเป็นอาจิณ เป็นผู้ที่มีความรักให้กับ Daisy หญิงสาวเลอโฉมผู้สูงศักดิ์ ซึ่งดูผิวเผินแล้วอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่สังคมชนชั้นสูงจะถูกตาต้องใจกัน แต่ไม่ใช่สำหรับเรื่องนี้ที่ Gatsby นั้นเป็นคนที่มีฐานะยากจนมาก่อนเมื่อ 5 ปีที่แล้วทำให้เขาไม่สามารถที่จะแต่งงานกับ Daisy ได้และก็ไปร่วมรบในสงคราม  ซึ่งหลังจากนั้นเขาพยายามที่จะไต่เต้าฐานะทางสังคมจนเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงโด่งดังและร่ำรวย แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารวยขึ้นมานั้น เกิดจากธุรกิจผิดกฎหมายทั้งสิ้น นั่นเป็นจุดน่าสนใจที่ Fitzgerald พยายามสื่อออกมาไม่ให้ตัวเอกนั้นเป็นสีขาวเกินไปแต่ปนไปด้วยด้านมืดที่อาจทำให้หลายคนรับไม่ได้ ซึ่งการที่ Gatsby เป็นผู้ที่ยากจนมาก่อนแล้วมาอยู่ในสังคมแบบนี้ ทำให้เขาต้องปกปิดเรื่องราวจริงๆของเขาในอดีต และแสดงออกสิ่งที่เด่นกลบเกลื่อนโดยการเล่าเรื่องโกหกและการแสดงภาพมายาอันหรูหราของคฤหาสน์ ซึ่ง Gatsby นั้นถือได้ว่าเสพติดวัตถุนิยมโดยไม่รู้ตัว

ฉากปาร์ตี้อันใหญ่โตที่เป็นฉากเปิดตัว Mr. Gatsby นั้นฉายภาพอลังการของงานสังคมที่รวมคนทุกรูปแบบจากหลากหลายอาชีพมารวมตัวกัน สนุกสนานร่วมกัน และฉากนั้นเองทำให้เรารู้ว่า Gatsby แทบจะไม่ได้รู้จักใครจริง และทุกคนก็ไม่ได้รู้จักตัวตนของ Gatsby จริงๆ ซึ่งบางคนก็ไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่หน้าตาด้วยซ้ำ คงจะเว้นแต่ Nick เด็กหนุ่มไร้เดียงสาทำงานธุรกิจพันธบัตรที่ Wallstreet ผู้ซึ่งญาติของ Daisy ได้มีบ้านเล็กๆอยู่ติดกับคฤหาสน์ของ Gatsby โดยบังเอิญและนั่นทำให้เขาสนิทสนมกันและรับรู้เรื่องราวจริงๆของเขา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาโม้โอ้อวดเล่าประวัติปลอมๆให้คนอื่นฟังทั่วไป ทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่ Gatsby ทำไปทุกอย่างนั้นก็เพราะ “ความรัก” ซึ่งนั่นเป็นจุดที่ทำให้เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้น 

 

การบูชาความรัก

ความรักนั้นเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ Gatsby ไต่เต้าและดิ้นรนเพื่อทำให้ตัวเองมีฐานะที่ดีขึ้น นี่เป็นสิ่งที่สะท้อน American Dream เช่นเดียวกันที่ทุกคนฝันจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ร่ำรวยเงินทอง เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีค่าพอที่จะคู่ควรและเทียบเท่ากับ Daisy หญิงที่ตนรัก แต่ทว่า Daisy นั้นได้ตัดสินใจแต่งงานกับ Tom  ชายตระกูลผู้ดีผู้ร่ำรวย ผู้ที่แทบจะไม่สนใจกับความมีชื่อเสียงของ Gatsby ในฉากแรกที่พบกันในร้านตัดผม Tom เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วในขณะที่ Gatsby ได้รู้ว่าเป็นสามีของ Daisy และพบว่าไม่ได้รู้จักเขาแม้ว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ ก็คงจะรู้สึกผิดหวังในสิ่งที่ตัวเองต้องการให้คนอื่นรับรู้ (คือการเป็นผู้มีฐานะในสังคม) นอกจากนั้น Tom ก็ยังเป็นผู้ที่ไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจหรือเฉยๆกับงานเลี้ยงฉลองสุดอลังการของ Gatsby อีกด้วย ซึ่งแม้ว่าบ้านจะอยู่ตรงข้ามกัน แต่เขาก็มิได้สนใจเลย นั่นแสดงให้เห็นลักษณะนิสัยอีกอย่างของ Tom คือเขาไม่สนใจในสิ่งรอบข้างเลย เขาสนใจแต่สิ่งที่ตัวเองได้ สิ่งที่ตัวเองเป็น และนั่นทำให้เขาคิดว่าเขาคุมเกมทุกอย่างได้ ฉากที่เครียดและกดดันที่สุดฉากหนึ่งก็คือการที่ Tom ได้รู้ความจริงว่า Gatsby กับ Daisy มีความรู้สึกพิเศษให้กัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด แต่เห็นว่าเป็นเรื่องของเด็กๆด้วยซ้ำ นั่นทำให้เขาดูมีชัยเหนือ Gatsby เป็นอย่างมากในเรื่องของการควบคุมอารมณ์และความรู้สึก เขาอยู่นิ่งๆในขณะที่ Gatsby เดือดโมโหพุ่งพล่านจนไม่เหลือมาดผู้ดี เมื่อ Tom ได้จี้จุดที่ Gatsby ทำธุรกิจผิดกฎหมายเพื่อให้ตัวเองร่ำรวย 

การวิเคราะห์ตัวละคร Daisy นั้นนับเป็นสิ่งที่ยาก เธอช่างสับสนในตัวเองและไม่เด็ดขาดทางความคิดและการตัดสินใจ ความรักที่เธอมีต่อ Tom นั้นเกิดจากความรักในตัววัตถุและฐานะที่คิดถึงอนาคตที่ต้องอยู่ในสังคมชนชั้นสูงที่เชิดหน้าชูตา ส่วนความรักที่มีต่อ Gatsby ก็เป็นความรักของหนุ่มสาว ไร้เดียงสา เกิดจากรูปลักษณ์ภายนอกและความรู้สึกต้องการทางเพศ โดยเหตุผลเดียวที่ Daisy ไม่อาจแต่งงานกับ Gatsby ได้เนื่องจากตอนนั้น Gatsby ยังมีฐานะที่ยากจนอยู่ ยังไม่พร้อมสร้างเนื้อสร้างตัวประกอบกับมีคนรวยเข้ามาในชีวิต ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ Daisy เลือก  แต่แล้วเมื่อ Gatsby กลับมาอีกครั้งเขาไม่รีรอที่จะโชว์หรืออวดคฤหาสน์ที่ตนอยู่ในแบบที่ทำให้ตัวเองภาคภูมิใจ และเพื่อมัดใจ Daisy นั่นเพียงพอที่จะตอกยำ้ได้ว่า Daisy ได้คิดและตัดสินใจผิดไปเมื่อ 5 ปีก่อน  ในเรื่องได้แสดงถึงฉากร่วมรักระหว่าง Gatsby กับ Daisy แต่ไม่เคยแสดงฉากร่วมรักระหว่าง Daisy กับ Tom เลย ซ้ำยังฉายภาพ Tom เป็นคนเจ้าชู้มีเมียลับ ซึ่งนั่นทำให้คนอ่านและผู้ชมเห็นใจ Gatsby ได้ไม่ยาก และลุ้นให้ Daisy เลือกที่จะอยู่กับ Gatsby เนื่องจากการอยู่กับ Tom นั้น Daisy ดูเหมือนจะไม่มีความสุขเท่าไร 

 

ศีลธรรมตกต่ำ

จุดหักเหของเรื่องคือการที่รถของ Gatsby ไปชนภรรยาน้อยของ Tom ตาย ซึ่งภรรยาน้อยของ Tom เป็นภรรยาตัวจริงของคนทำงานบริเวณถ่านหิน นั่นทำให้ Tom ซึ่งมีความแค้นกับ Gatsby อยู่ส่วนหนึ่ง(ซึ่งแม้จะไม่แสดงออกแต่เราก็สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ร้อนระอุกับบทสนทนากันดุเดือดในห้องจิบน้ำชานั้นได้) มีโอกาสที่จะล้างแค้นโดยหยิบยืมมือคนอื่น ซึ่งนี่ก็เป็นทั้งด้านดีและด้านร้ายที่ Tom เป็นคนชอบเก็บอารมณ์ไม่แสดงออกอะไรออกมาตรงๆเหมือนกับ Gatsby ที่เหมือนจะเป็นขั้วตรงข้าม เช่น Tom ไม่โอ้อวดฐานะตรงๆในขณะที่ Gatsby ชอบให้คนอื่นได้ทราบถึงความร่ำรวยของตัวเอง การที่ Tom ปิดบังว่าตัวเองมีชู้ ในขณะที่ Gatsby เปิดเผยว่าตัวเองรัก Daisy ต่อหน้า Tom สามีของเธอซึ่งการที่ไม่แสดงออกตรงๆนั้นบางทีร้ายกว่าคนที่แสดงออกมาอย่างเปิดเผยเสียอีก เนื่องจากเราอาจจะคาดเดาได้อยาก  นอกจากนั้นตัว Daisy เองซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนขับ แต่กลับไม่เปิดเผยให้คนอื่นทราบแม้แต่สามีของตัวเองเนื่องจากกลัวความผิด ตรงจุดนี้เอง Nick ได้พูดประโยคที่กินใจมากกับ Gatsby ว่า Gatsby เป็นคนที่มีศีลธรรมมากกว่าคนอื่นนั้นทั้งหมดรวมกัน ซึ่งนับได้ว่าจริงทีเดียว สำหรับสถานการณ์ที่ทดสอบความกล้าหาญและคุณธรรมเช่นนี้ แต่กลับไม่มีใครกล้าเผชิญความจริงเลย ซึ่งเรื่องศีลธรรมนั้นสวนทางกับความเจริญของวัตถุในยุคนั้นเสียเหลือเกิน 

 

เพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก

คำพูดติดปากว่า “เพื่อน” ที่ Gatsby ชอบพูดนั้น ไม่ทราบได้ว่าเขาได้รู้ความหมายจริงๆของคำว่า “เพื่อน” หรือเปล่า คนที่มาปาร์ตี้ที่คฤหาสน์ของเขาทุกคืน คนที่อยู่ในวงการธุรกิจที่เขาร่วม คนที่คอยรับใช้ปรนนิบัติเขา มีใครบ้างไหมที่พอจะเป็นเพื่อนเขาจริงๆ มีแต่จะเป็นเพื่อนกินที่คอยกอบโกยประโยชน์ ได้รับสิ่งตอบแทน ได้สนุกสนานกับชีวิตโดยใช้เขาเป็นเครื่องมือ หรือคบพราะเขามีเงิน แต่สุดท้ายแล้ว หาก Gatsby ได้เห็นงานศพของตัวเอง เขาคงจะรู้ได้ว่า ใครที่คอยเป็นห่วงเขาจริงๆ ซึ่งหลังจากนักข่าวทำข่าวการตายเสร็จ ก็มีเพียง Nick เท่านั้นที่อยู่เคียงข้าง ฉากการตายอย่างโดดเดี่ยวของ Gatsby ช่างสะเทือนใจยิ่งนักพอๆกับ The Godfather ที่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร ยิ่งใหญ่แค่ไหน มีคนเคยห้อมล้อมมากแค่ไหน แต่เมื่อมัจจุราชคร่าชีวิตไป เขาก็ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง กลับคืนสู่พื้นดินโดยไม่มีอะไรติดไปด้วย นี่เป็นอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ในชีวิตคนเรา แม้จะมีเพื่อนกินมากมาย แต่ก็เป็นเพียงเพื่อนที่พร้อมจะสนุกสนานเฉลิมฉลองไปพร้อมๆกัน อยู่เพื่อผลประโยชน์ไปพร้อมๆกัน แต่เมื่อถึงคราวตกต่ำหรือยากลำบาก จะมีสักกี่คนที่คอยช่วยเหลือกันอย่างจริงใจ โดยไม่คิดสิ่งใดตอบแทนบ้าง นี่ก็อาจจะเป็นเพราะ Gatsby เป็นคนทีชอบเข้าสังคม รู้จักคนมากหน้าหลายตาแต่ไม่มีใครรู้จักกันและกันจริงๆสักคน 

 

Jazz Age สู่ Post Modern

แม้ว่าตามเนื้อเรื่องจะเป็นสังคมอเมริกันในยุค 1920 ก็ตาม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนเกิดเป็นวัฏจักรมาจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่ายังเป็นเรื่องที่ให้ข้อคิดร่วมสมัย มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ นิสัยก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพียงแต่อาจจะอยู่ในสังคมที่แตกต่างกันจึงแสดงออกแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากไต้เต้าฐานะ ตะกายสู่ดวงดาว ยอมแลกกับหลายๆอย่างที่จะต้องเสียไป หรือคนที่โอ้อวดตนเพื่อปกปิดอดีตที่เลวร้ายแต่จริงๆแล้วเป็นคนจริงใจและเปิดเผย คนที่เงียบขรึมและร้ายลึกแบบไม่แสดงออก ผู้ดีจอมปลอมศีลธรรมตกต่ำ คนคิดแบ่งชนชั้นฐานะ คนที่ดูถูกคนอื่นด้วยเกณฑ์ที่ตัวเองสร้างเพื่อทำให้ตัวเองดูดี คนที่ปากว่าตาขยิบบอกว่าโน่นนี่นั่นผิด แต่ตัวเองก็ทำเสียเอง ฯลฯ ซึ่งคนเหล่านี้ บางทีอาจจะอยู่รอบๆตัวเราโดยที่เรา หรือแม้แต่เขาเองไม่รู้ตัวก็เป็นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง The Great Gatsby จึงไม่มีวันตายตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงอาศัยอยู่ในสังคมโลกนี้ แม้ว่าจะมีสมบัติมากมายเพียงใด แต่ถ้าไม่มีคนอยู่เคียงข้าง คนร่วมใช้ประโยชน์ ไม่มีความสุข มันก็เปล่าประโยชน์ แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของ Gatsby เพราะมันอาจจะเกิดกับใครก็ได้ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราก็ได้ ซึ่งเป็นธรรมดาของปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมที่ทำให้เราเป็นเรา 

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot!

#1 By ~seetakarn~ on 2013-05-27 23:45