โครงการ "หนังน่าจะแบน" ที่จัดขึ้นโดยกลุ่ม iLaw ได้จบลงไปแล้ว ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสทำหนังสั้นส่งเข้าประกวดในโครงการนี้ด้วย โดยมีชื่อเรื่องว่า "ปฏิรัก" หรือ "Unconsciousness in the time of Crisis" แม้ว่าจะไม่ได้เข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้าย ซึ่งไม่ได้รับรางวัลอะไรกลับบ้านไปเลยก็ตาม แต่อย่างน้อย ผมก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุันสังคมในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของคนทำหนัง และสิ่งที่อยากได้ยินที่สุดคือเมื่อคนดูได้ดูหนังแล้ว คิดอย่างไรกับหนังของเรา ....นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำวิจารณ์จากหลายท่าน
 
 
จากพี่ตี้ ชญานิน เตียงพิทยากร  Cinephile
 
"ปฏิรัก (จุฑา เสาวภา, 2013, A+++++++++++++++)"  (ที่ 5 จาก 40 เรื่องที่ส่งเข้าประกวด)
 
 
จากพี่ Jit Phokaew
 
2.UNCONSCIOUSNESS IN THE TIME OF CRISIS (Jutha Saovabha, A+30)
    ปฏิรัก (จุฑา เสาวภา, 19.10, A+30)

 
"สำหรับเรา เราว่าปฏิรักมีปัญหาแค่เรื่องการบันทึกเสียงนะ เพราะเราไม่ค่อยได้ยินเสียงตัวละครคุยกันในบางช่วง แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้มีโอกาสได้ฉายที่ไหนอีก ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการใส่ subtitle ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเข้าไปเลยจ้ะ คนดูจะได้รู้ว่าตัวละครคุยอะไรกัน

สิ่งที่ชอบมากในปฏิรัก

1.สิ่งที่ตัวละครคุยกันน่าสนใจดี เราว่าผู้กำกับหลายคนที่ไม่ได้เรียนหนังมา แต่มีความรู้ทางการเมือง+สังคมสูง ควรทำหนังแบบนี้แหละ คือให้ตัวละครมาถกกันถึงแนวคิดทางการเมืองตรงๆไปเลย ซึ่งวิธีนี้ผู้ชมคนอื่นๆหรือผู้ทรงคุณวุฒิทางภาพยนตร์บางท่านอาจจะไม่ชอบนะ แต่เราชอบวิธีแบบนี้มาก หนังหลายๆเรื่องที่เราชอบก็ใช้วิธีการแบบนี้ อย่างเช่น LA CHINOISE (1967, Jean-Luc Godard) กับ “ทวิภพในเอกภพ” (2004, ปราปต์ บุนปาน) สิ่งสำคัญก็คือตัวคนสร้างภาพยนตร์ต้องรู้จริงในประเด็นที่ตัวเองพูด คือถ้าตัวคนสร้างภาพยนตร์ยังคิด form หรือ style ที่น่าสนใจมากๆไม่ได้ เราขอให้ content ของเขาแน่นจริงๆก่อนก็พอ

2.การนำประเด็นทางการเมืองมาโยงกับประเด็นชู้สาวของตัวละคร ก็น่าสนใจดี มันทำให้เรานึกถึงกลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก ที่มีการเปรียบเทียบระบอบการปกครองกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเหมือนกัน และมันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง WE DON’T CARE FOR DEMOCRACY (2010, John Torres, Philippines) ด้วย 

3.การใช้ดนตรีประกอบในปฏิรักสุดยอดมากๆ เราว่าคนทำมี sense ด้านนี้สูงมาก และเหนือชั้นกว่าหนังสั้นเรื่องอื่นๆ เพราะเราว่าหนังสั้นหลายๆเรื่องใส่ใส่ดนตรีประกอบเข้ามาโดยไม่จำเป็น หลายเรื่องใส่ดนตรีประกอบที่ช่วยเร้าอารมณ์คนดูเข้ามาในฉากที่ตัวเนื้อเรื่องมันเร้าอารมณ์มากๆอยู่แล้ว ผลที่ได้ก็คืออารมณ์ที่ล้นเกิน และการ force อารมณ์ของคนดูโดยไม่จำเป็น 

แต่ในปฏิรัก เราว่าดนตรีประกอบมันช่วยสร้างความหมายหรืออารมณ์ใหม่ๆให้กับภาพที่เห็นน่ะ คือภาพที่เห็น ถ้ามันไม่มีดนตรีประกอบแบบนี้ เราอาจจะรู้สึกกับภาพในอีกแบบนึงไปเลย เพราะฉะนั้นดนตรีประกอบในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเกือบพอๆกับภาพ ไม่ใช่ส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของภาพ

4.เราว่าคนทำมี sense ด้านภาพยนตร์ในแบบที่เราชอบนะ เสียดายที่เราจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่ถ้าจำไม่ผิด มันเหมือนมีภาพท้องฟ้า หรือวิวทิวทัศน์ ภาพเงาของตัวละคร หรือภาพที่ไม่ได้เล่าเรื่องโดยตรง แทรกเข้ามาในบางช่วงของเรื่องน่ะ และเราว่าช็อตพวกนี้มันแสดงให้เห็นว่าคนทำมี sense ด้านภาพยนตร์ในแบบที่เราชอบ มันเหมือนมีความเป็นกวีอยู่ด้วย และถ้าจำไม่ผิด มันเหมือนมีบางช่วงที่ทำให้เรานึกถึง Terrence Malick ด้วย"
 
 
จากพี่โอ๊ต วินิจพรรษ กันยะพงศ์  ผู้กำกับละครเวทีนิติหมายเลขสี่ "สักวันที่"
"Review หนังสั้น "ปฏิรัก" หนังสั้นที่เข้าหลักเกณฑ์การประกวดโครงหนังน่าจะแบน 2556 : หนังที่เล่าเรื่องเปรียบเทียบระหว่างความรักของคนคู่หนึ่งซึ่งเป็นปัจเจก กับเรื่องราวการปฏิวัติสังคมซึ่งเป็นส่วนรวม
1.พล็อตเรื่องโดยรวมน่าสนใจ แต่หนังหยิบยื่นสารให้คนดูอย่างไม่มีเวลาให้พักและหยุดคิด เป็นหนังที่คาดหวังกับคนดูพอสมควรที่จะต้องทำการบ้านมา 
2.ไม่แน่ใจว่าเป็นวิถีของหนังสั้นหรือเปล่าที่ต้องเล่าเรื่องโดยภาพแคบเกือบๆจะเน้นโคลสอัพ แต่โดยส่วนตัวมากๆ ชอบให้หนังมีทั้งภาพแคบและภาพกว้าง ตามความน่าจะเป็นของอารมณ์ที่ต้องการจะสื่อในแต่ละฉาก 
3.ลำดับภาพทำให้รู้ว่าผู้กำกับเป็นคนชอบถ่ายรูป เพราะมีความหลากหลายของรูปต่างๆที่มีมุมกล้องที่หลากหลาย แต่จะดีขึ้นอีกถ้าทำให้รูปแบบของภาพมีความเกี่ยวเนื่อง ดูเป็นชิ้นเดียวกันหรือดูลื่นไหลมากกว่านี้
4.สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ เพลงประกอบที่เลือกมาได้อย่างค่อนข้างลงตัวและดูมีความตั้งใจ ทำให้หนังไม่น่าเบื่อและเพลงประกอบก็ตอบสนองหน้าที่ต่อตัวหน้าได้ค่อนข้างดี
5.การแสดงของนักแสดงนำ เป็นบทที่ต้องใช้การตีความประสบการณ์ทางชีวิตและอารมณ์ในการเล่นค่อนข้างสูง ซึ่งถ้าได้การ Acting Coach หรือการกำกับที่สามารถดึงอารมณ์และจินตนาการนักแสดงได้มากกว่านี้ก็จะยิ่งดี ชอบน้ำเสียงของตัวละครที่ดูจริง แต่กับตัวการแสดงเองยังจริงกว่านี้ได้อีก
 6.ในส่วนของไดอะล็อคของนักแสดง บางช่วงที่เป็นซีนอารมณ์ควรหลีกเลี่ยงคำในไดอะล็อคที่ประดักประเดิด ควรเลือกใช้คำที่ไม่ทำให้รู้ตลก หรือรู้สึกว่าในชีวิตจริงจะพูดอย่างนี้หรือ เพราะจะทำให้สิ่งเหล่านั้นแย่งความสมจริงออกไปจากฉากนั้น (เช่นการใช้คำว่าเพศสัมพันธ์ในไดอะล็อคที่เป็นซีนอารมณ์ดูทางการไป)
7.ส่วนของน้ำหนักตัวบท รู้สึกว่าหนังให้เวลาและความสำคัญกับการเปรียบเทียบค่อนข้างมาก ในขณะที่หนังยังไม่ทำให้คนดูเห็นได้มากพอว่าเราจะเอาอะไรหรือมีอะไรมาเปรียบเทียบบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าถ้าเราให้คนดูซึมซับเนื้อหาที่จะเปรียบเทียบเรื่องความรักกับการเมือง น่าจะให้คนดูได้เห็นสองสิ่งนั้นมากขึ้น เพื่อนำมาเปรียบเทียบในตอนท้าย
8.สิ่งที่ต้องระวังคือการอัดเสียง (ซึ่งแนะนำผู้กำกับไปแล้ว) เพราะเสียงคือเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญเทียบเท่ากับภาพในเรื่องนี้ ถ้าเสียงไม่สามารถสื่อสารได้ เนื้อหาก็จะยิ่งไปไม่ถึงคนดู 

สรุปแล้ว ถือเป็นงานที่น่าสนใจสำหรับการกำกับเรื่องแรก มีการอ้างอิงรูปแบบงานภาพยนตร์และขนบหนังสั้นในยุคนี้อย่างชัดเจน แต่ยังมีเทคนิคและการเตรียมงานอีกหลายอย่างที่น่าจะเข้าที่กว่านี้ สื่อสารประเด็นให้ชัดเจนและคมคาย ชี้ให้เห็นลายเซ็นของผู้กำกับโดดเด่นขึ้นกว่านี้อีกได้งานชิ้นต่อๆไป เป็นกำลังใจให้ครับ"
 
จากคุณ ยัติภังค์ รักเมีย
 
"ปฏิรัก (จุฑา เสาวภา) - มีปัญหาเรื่องการบันทึกเสียงมากๆ เสียงเข้ามาแตกและดัง แต่ส่วนตัวถ้าเป็นคนคัดก็อยากให้เรื่องนี้เข้ารอบนะ มันพูดประเด็นเปรียบเทียบความรักของหนุ่ม-สาวคู่หนึ่ง กับความแตกต่างระหว่างปฏิวัติ และรัฐประหาร ตัวหนังใช้เทคนิคมองตาจได้น่าสนใจดี นักแสดงเองก็เล่นใช้ได้ทีเดียว"
 
 
จากคุณอิน Inn Sangmanas 
 
"***เพลงฝรั่งเศส(ไม่รู้ใช่ป่าว ?)ในช่วงท้าย ที่มาพร้อมบรรดาอินเสิร์ทสวยๆ อัดแน่นเข้าเนื้อหาที่คมไม่หยอก ทำเอาหลงรักกับ 'ปฏิรัก' แบบไม่ต้องบังคับปฏิบัติ***"
 
 
จากพี่เสก Birdy Sek
 
"ถ้าจะถามว่าชอบตอนไหน ก็บอกเลยว่าชอบตอนท้าย ตอนที่เปิดเพลงพร้อมกับเชิญธงชาติไทยลงมาหน้ากระทรวงกลาโหมน่ะแหละ สัญญะมันคมคายดีในช่วงนี้ และก็ไม่นึกเหมือนกันว่า รอยะลิสต์อย่างผู้สร้าง จะนำเสนออะไรแบบนี้ได้ ฮ่าๆ"
 
 
 
จากปูเป้ Manita Hengriprasopchoke
 
"ปฏิรัก หนังสั้นเรื่องนี้จัดทำโดย Jutha Saovabha หรือจีโบโจบี และคณะ
โดยส่วนตัว ชอบการนำเสนอมุมมองของประชาธิปไตยเทียบกับมุมมองการมีSEXของคนในสังคม วิวสวย และที่สำคัญชอบเพลงมาก
ส่วนที่เห็นว่าขัดๆไปบ้างคงเป็นเรื่องเสียงที่ตัดไปมามันอาจจะขัดอารมณ์ไปนิด กับบางฉากที่มันวาร์ปไปหน่อย

สังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่ยังใจไม่กว้างพอที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงตามกาลเวลายุคสมัยที่เปลี่ยนและยังไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นโดยเฉพาะความคิดเห็นที่ต่างไปจากตน บางทีเราควรจะต้องตระหนักถึงหน้าที่ของเราในการขับเคลื่อนสังคมWAKE UP THE PEOPLE  

จริงๆหนังสั้นเรื่องนี้อินเทรนด์มาก สะท้อนถึงปัญหาการใส่ชุดนักศึกษาในมธ.ด้วย นับว่าผู้สร้างมองการณ์ไกลมากทีเดียว555

ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่กล้าและถ่ายทอดความเห็นสู่คนในสังคมที่กำลังหลับไหลหรือแกล้งหลับไหล ยิ่งเป็นผลงานเรื่องแรก ขอชื่นชมในความตั้งใจและจะรอติดตามชมผลงานอื่นๆต่อไปนะฮะ... บอกได้ว่าคงปฏิ (เสธไม่) รักหนังสั้นเรื่องนี้ (ไม่ได้แล้ว)"
 

พี่เบียร์ นักวิจารณ์หนัง

ปฏิรัก/unconsciousness in the time of crisis : A

เพิ่งได้ดูหนึ่งในหนังสั้นที่น่าสนใจจาก project หนังน่าจะแบนเมื่อปีก่อน นี่ก็เพิ่งได้มารีวิวหลังจากดูไปแล้วอาทิตย์กว่า (ถือเป็นของขวัญวันเกิดให้ผู้กำกับละกัน)

หนังมีปัญหาบ้างกับพวกงานฝีมือในการผลิต อย่างอาการกระตุกเล็กๆ ตอนตัดต่อภาพ การตัดต่อเสียงโดยเฉพาะดนตรีกับเสียงพูดที่ยังโดดอยู่อย่างชัดเจน รวมถึงการบันทึกเสียงที่ค่อนข้างฟังยากอยู่ ^^

แต่ถ้าไม่ติดใจหรือให้น้ำหนักกับเปลือกนอกมากนัก (ซึ่งก็ไม่ควร โดยเฉพาะในเวทีที่เน้นการเปิดโอกาสการแสดงออกทางความคิดแบบนี้) สารัตถะของปฏิรักษ์ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว มีความแหลมคมที่ชวนขบคิดถกเถียง

ท่าทีโดยรวมของงานที่ดูนุ่มนวล เป็นนามธรรม น่าจะปลอดภัยจากการต่อต้านหรือความเสี่ยงว่าจะสร้างปัญหาให้กับตัวเอง แม้ว่าจริงๆ (เข้าใจว่า) จะบรรจุแนวคิดอันดุเดือดอันตรายอยู่ไม่น้อย

พล็อตหลักนำเสนอผ่านตัวละครนักศึกษาชายหนุ่ม-หญิงสาว ที่บุคลิกและทัศนคติถูกออกแบบมาอย่างชัดเจน ฝ่ายหญิงเป็นตัวแทนของเสรี เข้าอกเข้าใจหลักคิดของประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายชายเป็นตัวแทนของกึ่งๆ อนุรักษ์ ผู้ยังสับสนคลุมเครือกับปรากฏการณ์ทางสังคม รวมถึงสถานะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟนสาว

ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หญิงสาวหัวเสรีได้เบิกตาให้ชายหนุ่มได้มองเห็นคุณค่าของอิสรภาพ พาเขาก้าวข้ามกรอบความเชื่อบางอย่าง ด้วยแรงขับเคลื่อนของสัญชาตญาณภายใน (ก็เรื่องเพศนั่นแหละ)

หนังตั้งใจเปรียบเปรยความรู้สึกของตัวละครกับสภาพการณ์ในสังคมไทย (ซึ่งทำได้ดีทีเดียว) ความคลุมเครือของตำแหน่งแหล่งที่ของสถาบันแห่งอำนาจ การอภิวัตน์สังคมในอดีตที่ยังคงค้างเติ่งอยู่ในจุดซึ่งไม่ชัดเจน

ในช่วงที่เป็นวีดีโออาร์ต (ชอบรูปว่าวนะ สัมพันธ์กับเรื่องก่อนหน้าและสื่อถึงอิสระด้วย) ภาพที่ตัดต่อเข้ามา (รวมถึงดนตรีสากล) ประกอบสร้างให้นึกถึงฝรั่งเศสหรือความเป็นอารยะประเทศได้ชัดเจน

หนังมีช่วงของบทพรรณนาคล้ายกวีเพื่อตั้งคำถามถึงบางสิ่ง (ซึ่งในภาวะปกติไม่ได้รับอนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์) ด้วยวิธีนี้ทำให้นึกถึงผู้กำกับในดวงใจอย่าง terrence malick ด้วย

จุดนึงที่ชอบมากๆ และหนังควรไฮไลท์ให้โดดเด่นกว่าที่เป็นอยู่ คือโลเคชั่นระหว่างธรรมศาสตร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับศิริราช จริงๆ หนังก็ใช้ประโยชน์จากไอเดียนี้อยู่ แต่แค่อยากเห็นแบบเน้นๆ หนักๆ กว่านี้ 55

ผู้กำกับค่อนข้างชื่นชมความงามและให้คุณค่ากับความเป็นไปตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ซึ่งก็คล้ายกับ terrence malick อีกแล้ว ตั้งข้อสังเกตต่อสิ่งสมมติซึ่งไม่สมเหตุสมผล เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยสานต่อและผลักดันเจตนารมณ์เดิมของการอภิวัตน์

แต่ที่เท่สุดๆ คือไม่ใช่ด้วยภาษากฎหมายที่น่าเบื่อหน่ายและมักนำไปสู่ความแตกหัก แต่ด้วยภาษาภาพยนตร์ ที่จะท้าทายสังคมด้วยพลังของศิลปะอย่างสร้างสรรค์

พี่ SEAM-C

ปฏิรัก (จุฑา เสาวภา) – 5/5  “ความรัก แม่ง! ก็คือการเมืองรูปแบบหนึ่ง” คือสิ่งที่เราได้จากหนังเรื่องนี้ที่ใช้เรื่องรักหนุ่มสาวมาแผ่ขยายมุมมองทางการเมืองภาพกว้างได้อย่างยอดเยี่ยม

ธีรพัฒน์ งาทอง

ปฎิรัก (จุฑา เสาวภา)

คิดได้ยังไงที่เอาเรื่องความรักกับการเมืองมาโยงกันด้วยประเด็นพื้นฐานของการถกเถียงทางการเมืองแบบนี้ มันออกมาดีมากๆและน่าสนใจมาก โดยเฉพาะ Montage ของหนังที่แม้จะไม่ได้เข้ากับตัวเนื้อเรื่องทั้งหมด แต่วิธีการถ่ายและการตัดต่อก็ทำให้เกิดเคมีกับเสียง Voiceover ของตัวละครได้มหัศจรรย์มาก ฉากติดตาฉากนึงที่เราชอบที่สุดในหนังทั้งเรื่องคือฉากธงชาติที่ค่อยๆไหลลงมาจากเสา(และนานเกินปกติ)พร้อมกับเพลงจาก The Chorus สวยและมีนัยยะอย่างบอกไม่ถูก (Montage ในหนังตลอดทั้งเรื่องก็มีนัยยะที่เราอาจจะตีความไปเองหรือผกก.ตั้งใจใส่มาก็ไม่ทราบได้ แล้วมันมีพลังมากๆ)

Pichaya Anantarasate

ปฎิรัก (จุฑา เสาวภา) เรามองมันเป็นหนังที่อิงแอบการเป็นการเมืองได้แยบยลที่สุด ด้วยรูปแบบของหนังวัยรุ่นที่ตั้งคำถามกับกรอบจารีตการเป็นมนุษย์ที่่ดี ที่อาศัยรูปแบบการนำเสนอคล้ายกับหนังเรื่อง Into the Wonder ของ เทอร์เรนซ์ มาลิค คือถ้าคุมไม่อยู่ หนังลักษณะแบบนี้มักจะเน่าเละเทะในที่สุด แต่ผู้กำกับคุมได้อย่างดี และนำมาซึ่งการตอบโจทย์ของหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ
 
 
https://primitivesoul.wordpress.com/2014/06/09/080614/

ปฎิรัก (จุฑา เสาวภา)เอาความรักมาโยงกับเรื่องการเมือง เราว่าน่าสนใจดี แต่จริงๆแอบอยากให้เล่นมากกว่านี้หน่อย อีกอย่างที่ชอบคือทั้งเรื่องไม่มีแฟนเก่าเอามาให้เห็น มีแต่คนสองคนนี้เท่านั้น


ขอบคุณทุกคำวิจารณ์มากครับ ไว้จะนำไปปรับปรุงในเรื่องต่อไปให้ดียิ่งขึ้นครับ :)

Comment

Comment:

Tweet