บทนำ

 

มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับภาวะที่มีเพศ หากแบ่งตามสภาพทางชีววิทยาของมนุษย์ซึ่งบ่งชี้โดยความแตกต่างของลักษณะรูปร่าง สรีระและอวัยวะสืบพันธุ์นั้น มนุษย์จะถูกจำแนกได้เป็นชายและหญิง การแบ่งเพศของมนุษย์ มีผลตามมาในเชิงสังคมและวัฒนธรรม จากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเจ้าสร้างมนุษย์คู่แรกคือ อดัมและเอวาหรืออีฟ ( Adam and Eve) เป็นคู่กันเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ความเป็นชายและความเป็นหญิงจึงถูกมองเป็นสิ่งที่คู่กันเพราะเป็นคู่ที่สามารถสืบพันธุ์และให้กำเนิดมนุษย์ได้ แต่ในสังคมภายใต้ธรรมชาติที่ถูกกำหนดมาแล้วนั้น มนุษย์ยังสามารถที่จะมีรสนิยมทางเพศหรือความพึงพอใจทางเพศหรือวิถีทางเพศ (Sexual Orientation) แตกต่างไปจากลักษณะ ชีวภาพทางเพศของบุคคลนั้น (Sexual Identity)[1] ซึ่งในปัจจุบันสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็นหลายรูปแบบเช่น ชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง ซึ่งเรียกรวมกันว่าภาวะความพึงพอใจในบุคคลเพศเดียวกัน (Homosexuality) หรือ ชายที่รักได้ทั้งชายทั้งหญิง หรือหญิงที่รักทั้งหญิงทั้งชาย ซึ่งเรียกรวมกันว่า ภาวะความพึงพอใจแบบสองเพศ (Bisexuality) หรือบางคนอาจจะแบ่งออกเป็น กลุ่มหญิงรักหญิง (Lesbian) กลุ่มชายรักชาย (Gay) กลุ่มรักสองเพศ (Bisexual) และกลุ่มแปลงเพศหรือพวกที่มีความต้องการที่จะผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศของตนให้มีลักษณะตรงกันข้ามกับเพศโดยกำเนิดของตน (Transgender, Transsexual) รวมถึงบุคคลข้ามเพศที่มีรสนิยมการแต่งกายเลียน แบบเพศตรงข้ามของตน (Transvestite)  ซึ่งมักจะรู้จักกันในชื่อ ย่อรวมๆว่า “LGBT” โดยปัจจัยที่กำหนด ให้มนุษย์เหล่านี้มีรสนิยมหรือความพึงพอใจดังกล่าวอาจเกิดจากสภาวะทางธรรมชาติรวมถึงสภาวะทางสังคมที่หล่อหลอมซึ่งอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ผู้ที่มีความหลากหลายของภาวะทางเพศ (Sexual Diversity) หรือผู้ที่มีรสนิยมทางเพศไม่ตรงกับลักษณะชีวภาพทางเพศ จึงถูกผลักออกจากการถูกมองว่า “ปกติ” ของสังคมเนื่องจากไม่สามารถที่มีรสนิยมทางเพศที่จะสืบพันธุ์ได้  เนื่องจากสังคมมนุษย์อยู่ภายใต้การปกครองโดยกฎหมาย แนวคิด ทัศนคติ ค่านิยมต่างๆ จึงแทรกซึมอยู่ในระบบกฎหมายรวมถึงในเรื่อง เพศ ด้วย ดังนั้นบทความนี้จึงสำรวจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของกฎหมายเกี่ยวกับกลุ่มคนรักร่วมเพศ รวมถึงวิเคราะห์สภาพสังคมและแนวโน้มของมุมมองของกฎหมายต่อกลุ่มคนรักร่วมเพศต่อไปในอนาคต

 

จากเสรีภาพสู่ความผิดทางอาญา

 

การมีอยู่ของกลุ่มคนรักร่วมเพศหรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศปรากฎตั้งแต่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังที่เห็นจากภาพวาดตามผนังถ้ำของมนุษย์ยุคหินและของเครื่องใช้ต่างๆ ในสังคมยุคโบราณก็ยังมีหลักฐานปรากฏในสมัยอียิปต์โบราณ หรือสมัยมโสโปเตเมีย ที่มีหลุมฝังศพชายสองคนด้วยกันซึ่งนักสังคมวิทยาประวัติศาสตร์เชื่อว่าเขาเป็นชายคู่รักกัน ในนครรัฐกรีก การที่บุคคลมีรสนิยมรักเพศเดียวกัน แต่งกายข้ามเพศ หรือมีรสนิยม สองเพศนั้นถือเป็นเรื่องปกติและถือเป็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกที่ประชาชนสามารถทำได้หากไม่กระทบต่อสิทธิร่างกาย หรือไม่ประทุษร้าย บุคคลอื่น[2]  Plato และ Socrates ได้พูดถึงการที่ผู้ชายคบหาสมาคมกับผู้หญิงเป็นการลดทอนระดับสติปัญญาของชายลง เหล่านักปราชญ์จึงรวมตัวอยู่แต่หมู่ผู้ชายเท่านั้น อาจทำให้เชื่อได้ว่าปราชญ์ต่างๆนั้นเป็นต้นแบบของคนรักเพศเดียวกันในสมัยกรีก[3]

ต่อมาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 1 มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า กษัตริย์เนโรแห่กรุงโรม ได้ทำการอภิเษกสมรสกับชาย ซึ่งในโรมยุคนั้นเห็นว่า ความรักระหว่างชายกับชายเป็นความรักที่บริสุทธิ์ ชาวโรมัน ต่างยกย่องว่าเป็นคนที่กล้าหาญ และเป็นเครื่องหมายของความเข้มแข็งของลูกผู้ชาย นักรบโรมันในสมัยนั้นก็ต่างมีรสนิยมรักร่วมเพศด้วยกันทั้งสิ้น ด้วยสาเหตุแห่งการบำบัดความเศร้าโศกและความตึงเครียดจากการรบและสงครามแต่แล้วเมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินขึ้นปกครองจักรวรรดิโรมันในช่วงยุคคริสตศตวรรษที่ 4 จักรพรรดิได้เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์แผ่ไปทั่วทั้งกรุงโรม โดยในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมีตอนหนึ่งที่พูดถึงการรักร่วมเพศว่าเป็นบาปอย่างร้ายแรง จึงทำให้มุมมองของคนในสังคมต่อการรักร่วมเพศเปลี่ยนไปด้วย ดังเห็นได้จาก ตำนานการสร้างโลก  (Genesis) บทที่ 18 และ 19 ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า พระเจ้าส่งทูตสวรรค์ลงไปตรวจดูความ เป็นอยู่ของผู้คนในเมืองซะโดมและอะโมรา แต่กลับกลายเป็นว่าผู้คนต่างต้องการสมสู่กับทูตสวรรค์ทั้งสอง โลตผู้ที่ให้ ทูตสวรรค์พำนักพักพิงต้องออกมาปกป้อง แต่ชาวเมืองกลับจับตัวโลตไปกระทำชำเราในลักษณะรักร่วมเพศ พระผู้ เป็นเจ้าไม่พอใจเป็นอย่างมากเห็นว่าชาวบ้านในเมืองเป็นเกย์เสียหมดซึ่งเป็นสิ่งที่ลามกอนาจารเป็นอย่างยิ่งจึงต